หนังสือพิมพ์ มติชน
February 07, 2005
"ด้วยวัย 26 ปีกับการกลับมาเริ่มต้นใหม่ในวงการหวดลูกสักหลาด บางคนอาจจะมองว่า " สายเกินไป " แต่สำหรับ พีร์ วิทูรพณิชย์ นักหวดหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับภราดร ศรีชาพันธุ์ นักหวดมือ 1 ของเอเชีย อาจมองต่างมุมจากคนอื่น และมีเหตุผลรองรับการหวนคืนสู่คอร์ตเทนนิสของตัวเองหลังห่างหายจากการจับแร็กเกตไปพักใหญ่
การกลับมาเล่นเทนนิสอย่างจริงจังอีกครั้งของพีร์ในครั้งนี้ จึงเป็นความต้องการของเจ้าตัวที่คนในครอบครัวให้การสนับสนุน แม้จะยังมองไม่เห็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็ไม่มีใครคัดค้านความฝันของหนุ่มรายนี้
*************
" ความมุ่งมั่น " เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พีร์ยอมพักเรื่องการศึกษาไว้ชั่วคราว เพื่อลองพิสูจน์เส้นทางการเป็นนักเทนนิสดูอีกสักครั้ง หลังจากเคยวนเวียนอยู่ในแวดวงนี้มาตั้งแต่อายุแค่ 9 ขวบ
พีร์เริ่มจับแร็กเกตเมื่อครั้งตามนายแพทย์ไพโรจน์ ผู้เป็นพ่อไปที่สนามเทนนิส และลองหัดเล่นดู พอมีโอกาสก็ลองทดสอบฝีมือของตัวเองบ้างในช่วงปิดเทอมของแต่ละภาคเรียน ก่อนที่จะเริ่มเล่นเทนนิสอย่างเอาจริงเอาจังมากขึ้นขณะที่อายุย่างเข้า 14 ปี โดยมีนายเจริญชัย ใจขาน ซึ่งจบด้านโค้ชมาจากสถาบันสอนเทนนิส ปีเตอร์ เบอร์วอช อินเตอร์เนชั่นแนล (Peter Burwash International) ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลกเป็นผู้ฝึกสอนให้
เมื่อเริ่มมีโค้ชส่วนตัว ผลงานของหนุ่มน้อยพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยทำผลงานได้ดีที่สุดแค่ทะลุเข้ารอบ 8 คนสุดท้ายในระดับเยาวชน ก็เริ่มชนะมือที่เก่งกว่าได้เรื่อยๆ จนมาได้แชมป์มาสเตอร์ในการแข่งขันเทนนิสเยาวชนพัฒนาฝีมือ ทั้งที่ไม่ใช่ตัวเต็งของรายการ
อนาคตในการเล่นเทนนิสของพีร์เริ่มสดใสขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงช่วงทางแยกที่พีร์กำลังจะจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ และต้องเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งนายแพทย์ไพโรจน์ และแพทย์หญิงรวิพรรณ มีความประสงค์ให้ลูกชายคนโตมุ่งมั่นกับการศึกษาก่อนเป็นลำดับแรก ในที่สุด พีร์จึงตัดสินใจพักเรื่องเทนนิสไว้ชั่วคราวและทุ่มเทกับการสอบจนได้เป็นนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
*************
การเข้าศึกษาต่อทางด้านการแพทย์ไม่ต่างจากบุพการี ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าพีร์ได้รับอิทธิพลมาจากนายแพทย์ไพโรจน์ และแพทย์หญิงรวิพรรณ ด้วยหรือไม่
" เป็นความคิดของตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง เพราะเคยตั้งใจไว้ตอนเด็กๆ ว่าอยากเป็นหมอเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ แต่พอโตขึ้นพ่อกับแม่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจเรียนแพทย์ เพราะที่ผ่านมาทั้งสองท่านไม่เคยใส่ความเครียดเรื่องการเป็นหมอเข้าในชีวิตประจำวัน "
ด้วยเหตุนี้ พีร์จึงมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพแพทย์ไม่ต่างจากผู้เป็นบุพการี เช่นเดียวกับน้องสาวที่เลือกเรียนแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีเหมือนกัน และกำลังใช้ทุนด้วยการเป็นแพทย์หญิงอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรีในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกเรียนแพทย์พร้อมกับเป็นนักเทนนิสไปด้วยไม่ใช่เรื่องง่าย หากคิดจะเอาดีให้ได้ทั้งสองอย่าง พีร์จึงวางแผนอนาคตของตัวเอง โดยเลือกเข้าเรียนแพทย์ในโครงการผลิตอาจารย์แพทย์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากไชน่าเมดิคัลบอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา
" เลือกเรียนโครงการนี้ เพราะจัดเวลาในการออกไปแข่งได้มากกว่า ถ้าเรียนหมอตามหลักสูตรปกติ ช่วงปี 4- ปี 6 ต้องอยู่เวร ดูคนไข้ แต่โครงการนี้สามารถจัดเวลาเรียนได้ และยังได้พื้นความรู้แน่นขึ้นด้วย ต้องทำการวิจัยทำให้ได้รู้จริงและเก็บข้อมูลได้มากกว่าการรับข้อมูลจากอาจารย์เพียงฝ่ายเดียวโดยที่นักศึกษาไม่มีโอกาสได้คิด "
หลักสูตรโครงการผลิตอาจารย์แพทย์ เป็นหลักสูตรปริญญาเอก ( วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต ) ที่ไม่ต้องผ่านการเรียนในระดับปริญญาโทก่อน ทำให้พีร์สามารถเข้าสู่หลักสูตรได้ทันทีหลังจากได้รับปริญญาวิทยาศาสตร์การแพทย์และผ่านการคัดเลือกแล้ว เนื่องจากเป็นหลักสูตรต่อเนื่องที่ใช้ระยะเวลาของการศึกษาตลอดโครงการสั้นกว่าการศึกษาแยกกันในการศึกษาตามปกติ โดยมีการทำวิจัยในต่างประเทศด้วย ซึ่งระยะเวลาการศึกษาตลอดโครงการประมาณ 9 ปีครึ่ง -10 ปีนับตั้งแต่เข้าเรียนในชั้นปีที่ 1
*************
แม้ว่าจะเรียนค่อนข้างหนัก พีร์ก็ยังเล่นเทนนิสอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่แข่งขันได้เฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย ระดับชิงแชมป์ประเทศไทย และทีเอทีพี ทัวร์ ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์กึ่งอาชีพในบ้านเราเท่านั้น ไม่สามารถเดินทางไปเก็บคะแนนสะสมเหมือนอย่างนักหวดบางคนที่เลือกเล่นเทนนิสอย่างจริงจังได้
" ผมเล่นเทนนิสมาตลอด ช่วงที่เรียนหนักมากจริงๆ จะลดเวลาซ้อมเหลืออาทิตย์ละ 3 วัน แต่ไม่ได้หยุดเลย มีช่วงที่หยุดจริงๆ ก็ตอนผ่าตัดหัวเข่าเมื่อช่วง 3-4 ปีที่แล้ว เพราะหัวเข่าบิดระหว่างแข่ง "
พีร์ต้องพักไปนานเกือบปีกว่าที่ร่างกายจะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง แต่เจ้าตัวบอกว่าพยายามหาอย่างอื่นทำจะได้ไม่คิดมาก ก่อนจะกลับมาฝึกซ้อมและลงแข่งได้อีกครั้ง โดยคว้าแชมป์ทีเอทีพีที่เชียงใหม่ได้ทันทีที่คัมแบ๊กสู่สนามแข่งในรายการแรก
หลังจากนั้น พีร์กลับมาจริงจังกับการแข่งขันเทนนิสอีกครั้ง และอยากจะลองพิสูจน์ตัวเองดูสักตั้งว่าจะไปได้ไกลแค่ไหนกับกีฬาหวดลูกสักหลาด ประกอบกับการเรียนก็สามารถทำได้ดีโดยไม่ขาดตกบกพร่อง และเคยได้รับรางวัลนักศึกษาดีเด่นของทบวงมหาวิทยาลัยมาแล้ว ทำให้เมื่อปีที่แล้ว พีร์ตัดสินใจลงแข่งเทนนิสในทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ในต่างประเทศให้มากขึ้น และกลับมาร่วมงานกับโค้ชเจริญชัยอีกครั้งในรอบ 7 ปี โดยมีนายกระแสร์ แสนวิเศษ เข้ามาดูเรื่องสภาพความฟิตให้
*************
เมื่อยังไม่มีอันดับโลก พีร์จึงต้องเริ่มต้นจากการแข่งขันในระดับฟิวเจอร์ ทัวร์ ซึ่งเป็นรายการชิงเงินรางวัล 10,000-15,000 เหรียญสหรัฐก่อน ซึ่งถือเป็นงานที่ยากพอสมควร เพราะกว่าจะได้เข้ารอบเมนดรอว์ก็ต้องลงแข่งขันรอบคัดเลือกอยู่หลายรอบ บางครั้งเจอสายการแข่งขันที่หนักก็จอดป้ายตั้งแต่แรกๆ
แต่ถึงจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ประกอบกับเสียงจากคนรอบข้างที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการทำสองอย่างควบคู่กันไป บางคนถึงกับบอกว่า " จะไปรอดเหรอแก่ขนาดนี้แล้ว " แต่นักหวดหนุ่มก็ยังไม่คิดถอดใจแต่อย่างใด
" มุมมองเค้าก็ไม่ผิด แต่ผมอยากลองทำดู เหมือนเป็นการใช้ชีวิตให้คุ้ม อยากทำอะไรก็ทำไป ไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน แต่เป็นการลองดูในสิ่งที่เคยทำมาแล้วตั้งแต่เด็ก "
ขณะที่โค้ชเจริญชัยมองว่า " ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับตัวนักกีฬา ถ้ามีความพยายามก็เป็นไปได้ แต่ถ้ามองในเรื่องของธุรกิจ อายุขนาดนี้ก็ช้าไปหน่อย "
*************
ณ ตอนนี้ พีร์ตัดสินใจดร็อปการเรียนไว้เป็นการชั่วคราวหลังจากสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกได้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เพื่อจะได้ทุ่มเทกับการเล่นเทนนิสเพื่อเก็บคะแนนสะสมได้อย่างเต็มที่ โดยมีผู้เป็นพ่อซึ่งเพิ่งปลดเกษียณตามไปดูแลตั้งแต่ช่วงต้นปี ต่างจากเมื่อปีที่แล้วที่ต้องเดินทางไปแข่งขันคนเดียว เนื่องจากโค้ชทั้งสองไม่สามารถร่วมเดินทางไปด้วยได้
นายแพทย์ไพโรจน์เล่าว่า " เป็นความต้องการของลูกที่ให้ตามไปด้วยในแต่ละทริป ไปคอยให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ เพราะจริงๆ เค้าทำเองได้ทั้งหมด แต่ก็ทำให้เวลาที่จะตั้งใจกับเกมเทนนิสลดหย่อนลงไป "
จากประสบการณ์ที่ได้เห็นการแข่งขันด้วยสายตาตัวเองมา 4 รายการที่ประเทศจีน และอินเดีย ผู้เป็นพ่อมองว่าในการแข่งขันระดับนี้ นักเทนนิสยังไม่ค่อยเป็นมืออาชีพเท่าไหร่นัก เพราะในรอบควอลิฟายจะไม่มีกรรมการคอยขานคะแนน แต่ให้นักเทนนิสขานแต้มกันเอง ทำให้ขาดความเที่ยงตรงและแน่นอน และน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลูกชายไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ตราบใดที่ลูกชายยังต้องการเล่นเทนนิสต่อไป ก็ยินดีให้การสนับสนุนตามที่เจ้าตัวต้องการ แม้ว่าจะใช้เงินทุนค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
" เดินทางไปแข่งแต่ละทัวร์นาเมนต์ต้องเตรียมเงินไว้สัก 1 แสนบาทเผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะต้องเตรียมไว้ในส่วนที่พัก ค่าวีซ่า ค่าเครื่องบิน จริงๆ ก็มีติดต่อให้ลูกเข้าวงการบันเทิงอยู่เรื่อยๆ แต่มองว่ายังไม่ใช่เวลา และยังพอมีทางเลือกที่จะช่วยตัวเองได้อยู่ "
อย่างไรก็ตาม พีร์ยอมรับว่า " ทุกวันนี้ มีความเครียดระดับนึง เพราะปีนึงแล้วผลงานยังไม่ออกมาดีเท่าที่ควร วางเป้าไว้ว่าจะดูอีก 2 ปี ถ้าไปได้ดีก็ไปต่อ แต่ถ้าไม่ไหวก็กลับมาเรียนต่อ "
ไม่ว่าการเป็น " หมอ " กับ " นักเทนนิส " จะมาบรรจบกันหรือเป็นแค่เส้นขนาน เชื่อว่าจะไม่มีคำว่า " เสียดาย " หลุดออกมาจากปากของหนุ่มรายนี้แน่นอน !
|