Courtesy
: SiamSport
พัชรี เผือกทอง
"ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ และไม่มีหนทางใดที่จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ"
เป็นประโยคที่นักเทนนิสไทยหลายคนยึดเป็นประโยคปลุกใจ และ ให้กำลังใจตัวเองเสมอในยามที่ท้อแท้
เช่นเดียวกับ "น้องแหม่ม" พิจิตรา ทองเดช สาวนักหวดไทยวัย
20 ปีที่แม้ชื่อของเธอจะห่างหายจากวงการสักหลาดไทยไปช่วงหนึ่งจนถึงขั้นมีข่าวลือว่าสาวนักหวดผู้นี้คิดที่จะแขวนแร็กเกตก่อนเวลาอันควร
ไปหลายครั้งหลายครา
ทั้งที่เมื่อปี 2546 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2547 ชื่อของ "น้องแหม่ม"
พิจิตรา ทองเดช สาวนักหวดดาวรุ่งหน้าใสวัย 16 ปีเศษจากเมืองเพชรบุรีเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
โดยเฉพาะในแวดวงสักหลาดไทยในฐานะที่เป็นนักเทนนิสดาวรุ่งที่กำลังมาแรง
และ
ถูกจับตามองว่า เธอผู้นี้แหละที่จะก้าวขึ้นมาเป็นความหวังใหม่ของวงการเทนนิไทย
ด้วยสรีระร่างกายที่แข็งแรง ชั้นเชิง ลีลาการหวดลูก
สักหลาดที่ดุดัน การยิงสโตรกแน่นทั้งแบ็คแฮนด์ และ โฟร์แฮนด์
ทำให้ พิจิตรา โดดเด่นออกมาจากเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกันมาก กอรปกับผลงานการแข่งขันในระดับเยาวชนนานาชาติก็ยัง
ไปได้สวย พิจิตรา เป็นนักเทนนิสที่ได้ชื่อว่าจะก้าวมาเป็น "แทมมี่
2 " ของวงการเทนนิสไทยภายในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากประสบความสำเร็จในระดับเยาวชนนานาชาติ ปี 2548 พิจิตรา
ก็เริ่มที่จะก้าวเข้าสู่การเทิร์นโปรเป็นนักเทนนิสอาชีพด้วยวัย
18 ปี แม้ประสบการณ์ในการแข่งขันระดับนี้ของเธอยังมีน้อย แต่หลายคนเชื่อมั่นเหลือเกินว่า
ด้วยลีลา ชั้นเชิง การหวดที่ดุดัน หนักหน่วง และ เป็นนักหวดสไตล์บุกมากกว่าตั้งรับ
จะทำให้ พิจิตรา สามารถฝ่าฟันอุปสรรคดันตัวเองเข้าสู่ระดับโลกได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ
แต่แม้จะมีกระแสข่าวต่างๆมากมาย ล่าสุด พิจิตรา ได้ออกมายืนยันว่าเธอยังคงจะก้าวเดินตามฝันและเป้าหมายที่เธอมุ่งหวังกับการเป็นนักเทนนิสอาชีพต่อไปด้วยการ
กระชากแชมป์หญิงเดี่ยว
และ หญิงคู่ ศึกเทนนิสอาชีพ "แซทแชมเปี้ยนชิพส์" ครั้งที่
2/2549 เมื่อต้น ก.พ.ที่ผ่านมา "แหม่มยังรักที่จะเล่นเทนนิส
ยังอยากที่จะแข่งขัน อยากที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถที่จะไปสร้างความฝันของตนเองให้เป็นจริงได้"
"ในช่วงปี 2548 ที่แหม่มเริ่มหายๆไปนั้นก็เพราะว่า หลังจากจบการแข่งขันที่อินเดียเมื่อเดือน
พ.ค. แหม ่ม รู้สึกว่าตัวเองไม่สบาย มันหน้ามืด ไม่มีแรง และ
เป็นไข้ ตอนแรกก็นึกว่าตัวเองจะเป็นไข้เลือดออกกลับมาจากอินเดียก็ไปโรงพยาบาลทันที
เค้าก็เจาะเลือดและแหม่มต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยโรคอยู่นานกว่า
2 สัปดาห์ แต่ก็ยังหาสาเหตุของอาการดังกล่าวไม่ได้"
"จากนั้นแหม่มก็ยังมีอาการดังกล่าวอยู่ ก็เลยหยุดแข่งไปประมาณ
2 เดือนกว่า ช่วงนั้นก็หยุดซ้อมไปเลยเพื่อรักษาตัวเองว่าเป็นอะไรกันแน่
ทำให้ร่างกายเริ่มอ้วน และหลายคนก็นึกว่าแหม่มปล่อยตัว หรืออาจจะเลิกเล่นเทนนิสไปแล้ว
"
หลังจากใช้เวลาในการหาสาเหตุของที่มาของอาการป่วยอยู่นานพอสมควร
อยู่ๆ อาการหน้ามืด เวียนหัวดังกล่าวก็หายไปเฉยๆ
จากนั้นในช่วงท้ายปี พิจิตรา ก็เริ่มกลับมาจับแร็กเกตลงซ้อม
และ ออกแข่งขันอีกครั้ง "แหม่มก็ไม่เข้าใจอยู่ๆอาการที่แหม่มเป็นมันก็หาย
ในช่วงนั้นแหม่มก็ยังซ้อมอยู่บ้างแต่ไม่ได้ลงแข่งขันเลย มาแข่งอีกทีก็ช่วงปลายปี
จากนั้นก็หยุดเมื่อต้นปีนี้แล้วกลับมาซ้อมใหม่ และก็ลง
แข่งขันรายการ แซทฯ เป็นรายการแรกก็คว้าแชมป์เลย" "บอกตามตรงเลยว่าช่วงนี้ก็ยังฟอร์มไม่ค่อยดี
ยังฝืดๆ ยังไม่เข้าที่ ต้องใช้เวลาเคาะ
สนิมพอสมควร แมตช์แซทฯ ก็รู้เลยว่าแหม่มยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์กับฟอร์มของตัวเอง
แต่ก็เริ่มที่จะดีขึ้น ซึ่งมี.ค.นี้ แหม่มก็จะไปแข่ง
10,000 เหรียญที่อินเดีย 2 สัปดาห์ ก็จะพยายามกลับมา ให้เร็วที่สุด"
พิจิตรา บอกว่า ขณะนี้เธอได้รับการสนับสนุนจาก การบินไทย ที่ให้ตั๋วเครื่องบินในการเดินทางไปแข่งขันเพียงเจ้าเดียวเท่านั้น
ส่วนสปอนเซอร์รายอื่นไม่มีเลย ดังนั้นทุกบาททุกสตางค์ที่ต้องเสียไปกับค่าใช้จ่ายในระหว่างออกไปแข่งขันนั้น
ครอบครัวของเธอ
เป็นผู้จ่ายเองทั้งสิ้น ดังนั้นในการแข่งขันรายการใดรายการหนึ่ง
พิจิตรา จะต้องพยายามทำผลงานให้ดีที่สุด เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ที่
ครอบครัวต้องเสียไปนั้น เป็นการสูญเสียที่คุ้มค่าที่สุด "ตอนนี้แหม่มไม่มีสปอนเซอร์เลยนอกจากการบินไทยที่ให้เป็นตั๋วเครื่องบิน
ก็ช่วยได้มาก แต่การแข่งขันต่างประเทศก็ยังต้องใช้เงินจำนวนมากลำพังบ้านแหม่มเองก็ไม่ใช่คนฐานะร่ำรวยอะไร
เพราะฉะนั้นเราต้องจ่ายเงิน อย่างคุ้มค่า
ที่สุด แหม่มก็ต้องเลือกรายการที่จะไปแข่งขัน หากมีสปอนเซอร์เข้ามาช่วยหนุนบ้าง
แหม่มคิดว่าจะทำให้ตัวเองหมดภาระเรื่องนี้และเต็มที่กับการแข่งขันได้เหมือนนักเทนนิสอาชีพคนอื่นๆ"
แม้ขณะนี้ ลอนเทนนิสสมาคมแห่ง
ประเทศไทย จะมีการทาบทามให้ พิจิตรา เข้าสู่โครงการปั้นนักหวดอาชีพ
ซึ่งเธอยอมรับว่าถ้าโครงการดังกล่าวสามารถทำให้เธอก้าวไปสู่
ู่เป้าหมายที่ต้องการได้ เธอก็ยินดีที่จะเข้าโครงการ
หากเงื่อนไขที่สมาคมตั้งไว้สามารถรับได้และต้องการผลักดันนักเทนนิสไทยไปสู่การเป็นนักหวดอาชีพอย่างเต็มที่
และเธอก็รอว่า เมื่อไหร่โครงการดังกล่าวจะถูกผลักดันให้เป็นจริง
เพราะขณะนี้เธอยอมรับว่า อุปสรรค และปัญหาของเธอนั้นไม่ได้อยู่ที่
ี่สภาพร่างกาย และ ฝีมือของเธอ แต่กลับอยู่ที่การขาด สปอนเซอร์
เข้ามาร่วมดันให้เธอก้าวสู่ฝั่งฝันที่ต้องการนั่นเอง
"แหม่มคิดว่าแหม่มรับกับเงื่อนไขที่สมาคมตั้งไว้ได้ถ้าเป็นการสนับสนุนนักเทนนิสอย่างจริงใจ
เพราะแหม่มคิดว่ามันก็ยังดีกว่าที่จะต้องดิ้นรนหาสปอนเซอร์เองซึ่งมันค่อนข้างหายากพอสมควร
เพราะเทนนิสต้องใช้เงินในการเดินทางไปแข่งขันยังต่างประเทศค่อนข้างสูง
และต้องมีการออกแข่งขันอยู่ตลอดเวลา"
สำหรับเป้าหมายของ พิจิตรา ในการกลับมาเดินหน้าสานฝันของตัวเองอีกครั้ง
ก็คือ การพยายามดันตัวเองให้ก้าวสู่อันดับโลกที่ดีที่สุด
ซึ่งเธอบอกว่า ไม่อยากจะตั้งความหวังไว้สูง แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
พร้อมกับแสดงความมั่นใจว่า ตัวเธอยังมีฝีมือ ความสามารถที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จในการเป็นนักเทนนิสอาชีพได้
"ตอนนี้แหม่มอายุเพียงแค่ 19 ปี หม่มคิดว่ายังมีเวลาเหลือพอที่จะให
้แหม่มได้พิสูจน์ตัวเอง และแหม่มก็มั่นใจว่าตัวเองสามารถทำความฝัน
ให้เป็นจริงได้ ขอเพียงแค่มีคนมาช่วยเป็นแรงสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่าย
ให้แหม่มด้วย แหม่มก็พร้อมที่จะทำผลงานในการแข่งขันให้เต็มที่"
การจะก้าวไปสู่ความเป็น "แชมเปี้ยน" นั้นหลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ยาก
แต่สำหรับ พิจิตรา แล้วเรื่องที่ยากสำหรับเธอก็คือ การพยายาม
เอาชนะใจตัวเอง และแปรเปลี่ยนมันให้เป็นพลังขับเคลื่อนตัวเองก้าวสู่ความสำเร็จในการเป็นนักเทนนิสอาชีพ
ซึ่งขณะนี้เธอสามารถกลับมายืนหยัดพร้อมที่จะต่องสู้กับอุปสรรคด้วยจิตใจที่เข้มแข็งอีกครั้ง
เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่รออยู่เบื้องหน้าจึงไม่มีอะไรยากเกินความพยายามของตัวเองอีกแล้ว"น้อง
แหม่ม" พิจิตรา ทองเดช
เธอเชื่ออย่างนั้น....
|