ชีวิตนักเทนนิสอาชีพของผมมันเริ่มมาตั้งแต่ตอนที่ผมเป็นเด็กแล้ว
โดยตอนแรกที่ผมเริ่มเล่นเทนนิส นั้นก็เพราะว่าผมเป็นโรคหอบ
ตอนผมอายุได้ห้าขวบผมเกือบจะไม่ได้มีโอกาสได้เติบโตมามองดูโลก
ใบนี้ที่สดใสได้อีกแล้ว เพราะตอนนั้นผมเป็นโรคนี้ขั้นรุนแรงถึงขนาดต้องเข้าตู้อ็อกซิเจนเลย
เพราะผมหายใจด้วยตัวเองไม่ได้ พอหายปุ๊ปคุณหมอก็เลยแนะนำให้ไปออกกำลังกายเพื่อที่จะได้
มีร่างกายที่แข็งแรงและโรคนี้ก็จะได้เป็นน้อยลง แต่หมอไม่ได้บอกว่ามันจะหายขาดนะ
โดยตอนแรกพ่อก็เอาผมไปหัดว่ายน้ำเพราะมันก็เป็นกีฬาที่มีคนเล่นกันเยอะในช่วงนั้น
พอเล่นได้ไปปีนึงผมก็เริ่มเบื่อกีฬาชนิดนี้โดยหาเรื่องที่จะไม่ไปเล่นให้ได้
คุณพ่อก็เลยไปถามคุณย่า ว่าจะเอายังไงดี พอดีคุณย่าเล่นเทนนิสอยู่ที่สโมสรราชนาวี
ท่านก็เลยแนะนำให้ลองไปหัดเล่นดูมั๊ย พอพ่อมาถามผมก็รีบตอบตกลงเลยเพราะว่าตอนนั้นคือทำยังไงก็ได้ที่จะไม่ต้องไปว่ายน้ำอีก
ก็ไปเล่นเทนนิสครั้งแรกที่สโมสรราชนาวีกับคุณย่า โดยมี พันเรือโทมานิตย์
รัตนมงคลกุล เป็นคน ที่เริ่มทำให้ผมได้รู้ว่าเทนนิสคืออะไรยังไง
โดยตอนนั้นผมก็เพิ่งจะอายุได้แค่แปดขวบเองก็เริ่มได้ จับไม้เทนนิสเป็นครั้งแรก
โดยตอนแรกเราก็เล่นกันเป็นกลุ่มเฉพาะช่วงเช้าของทุกวันเสาร์กับวันอาทิตย์
แต่ไปยังไงมายังไงก็ไม่รู้ พันเรือโทมานิตย์ ก็มาคุยกับคุณพ่อของผมเป็นการส่วนตัวว่าอยากจะมา
สอนผมเป็นการส่วนตัวโดยท่านได้บอกกับพ่อของผมว่าเด็นคนนี้มีพรสวรรค์ในด้านนี้
ถ้าคุณอยากลองดูว่าเด็กคนนี้ไปได้ไกลแค่ไหนเดี๋ยวผมจะสอนให้
พ่อผมก็ตอบไปว่า โอเคถ้าคุณคิดว่าลูกของผมไปได้ไกลผมก็พ้รอมที่จะทำทุกอย่างทุ่มเททุกอย่างเพื่ออนาคตของลูกผม
แล้วหลังจากนั้นผมก็ต้องเปลี่ยนที่เล่นเทนนิสจากที่สโมสรราชนาวีมาเป็นที่หมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่โดย
เล่นกันหลังผมเลิกเรียน โดยเราเริ่มกันตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงสี่ทุ่ม
ตอนแรกก็เฉพาะวันจันทร์ พุธ ศุกร์ก่อน ส่่วนวันเสาร์กับอาทิตย์ผมก็ไปตีที่ราชนาวีเหมือนเดิมแต่คราวนี้ตีคนเดียว
ไม่ได้ตีเป็นกลุ่มเหมือนก่อนแล้ว พอเป็นแบบนี้ได้สักสองสามเดือนก็เพิ่มเป็นเล่นทุกวันเลย
แล้วพ่อผมก็ชอบให้ผมเล่นด้วยเพราะว่าเวลาผมเล่นอยู่ท่านก็จะดื่มเบียร์กับเพื่อนๆทุกวันเลย..
พอผมเริ่มที่จะเล่นเป็นแต้มได้ พันเรือโทมานิตย์ ก็พาผมไปแข่งครั้งแรกในชีวิตของผม
เป็นรายการ เยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 8 ปี โดยตอนที่ผมแข่งครั้งแรกตอนโน้นนั้นสำหรับรุ่นเล็กสุดซึ่งก็คือรุ่นที่ผม
แข่งนั่นแหละ เค้าจะรวมทั้งหญิงกับชายมาแข่งด้วยกันเลย(แต่ตอนนี้แยกแล้ว)
โดยการแข่งขันครั้งแรกของผมนั้นเป็นอะไรที่ผมไม่มีวันลืมได้เลยเพราะว่าสองรอบแรกนั้นผมก็ชนะ
ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรให้จำเท่าไหร่หรอก(แต่ผมก็ยังจำได้นะ) แต่ไอ้ที่ผมจำได้แม่นยำและจะไม่มีวันลืมเลยก็คือการแข่งขันรอบที่สามซึ่งตอนนั้นเป็บรอบแปดคนสุดท้ายโดยผมเจอกับมือวางอันดับหนึ่งของรายการ
ชื่อของเค้านี่ผมจำได้แม่นยำมาจนถึงทุกวันนี้โดยไม่มีวันลืมเลยเพราะเค้าเป็นคนเดียวที่ทำให้ผม
เสียน้ำตาเป็นครั้งแรก เค้าชื่อพชรพล คำสมาน แต่ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเค้าคือใคร
ผมรู้แต่เพียงว่าผม จะต้องเล่นเทนนิสแล้วก็ต้องชนะด้วย แต่วันนั้นคือผมสู้เค้าไม่ได้เลยแล้วผมก็แพ้ไปแบบไม่ได้สักเกมเดียว
ตอนนั้นผมงงตัวเองมากว่าทำไมผมถึงสู้เค้าไม่ได้ ผมรับกับสถานการณ์นั้นไม่ได้จริงๆ
ตอนนั้นผมไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้เลยในชีวิตและนี่ก็คือความพ่ายแพ้ครั้งแรกของผม
ผมทนไม่ได้ที่ผมแพ้
ผมวิ่งร้องไห้รอบพื้นที่ของบริเวณสนามโดยตอนแรกพ่อกับแม่จะเข้ามาปลอบแต่ผมรับไม่ได้จริงๆกับคำว่าแพ้
ผมเลยไม่อยากเห็นหน้าใครก็เลยวิ่งหนีเค้ามา พอเค้าวิ่งมาตามผมก็วิ่งหนีไปอีก
โดยวันนั้นกว่าจะทำใจ ได้ก็ต้องพูดกันยาวเลย แล้วผมก็มารู้ทีหลังว่าผมได้เงินรางวัลสำหรับคนที่แพ้ในรอบนี้ด้วยเป็นเงิน
200บาท และนี่ก็คือเงินที่ผมทำได้ด้วยตัวเองครั้งแรกในชีวิต
หลังจากความพ่ายแพ้ในครั้งนั้นทำให้ผมไม่ยอมเล่นเทนนิสไปเลยอาทิตย์นึงเต็มๆ
จนพ่อผมต้องมาบอกว่าให้เล่นมาบังคับเลยซึ่งตอนนั้นผมกลัวพ่อมากเลยก็เลยต้องกลับมาเล่นอีก
ก็ซ้อมเหมือนเดิมคือทุกวันหลังเลิกเรียนจนถึงสี่ทุ่ม ทำอย่างนี้อีกประมาณสามเดือนผมก็ออกแข่งอีก
แล้วผมก็แพ้ในรอบที่สี่อีก ซึ่งมันทำให้ผมเสียใจมากกับความพ่ายแพ้ครั้งที่สองนี่เหมือนกัน
แต่ครั้งแรกเป็นอะไรที่ทำร้ายจิตใจผมมากกว่า เพราะครั้งนี้ผมก็เสียใจแต่ผมก็ยังซ้อมต่อหลังจากที่
แพ้มาแล้วโดยไม่ได้หยุดเหมือนครั้งแรกที่แพ้ แล้วพอแข่งเรื่อยๆก็แพ้เรื่อยๆเพราะฝีมือผมยังสู้เค้าไม่ได้จริงๆ
นั่นก็ทำให้ผมรู้ว่าความพ่ายแพ้คืออะไร แล้วใครเก่งกว่าก็จะเป็นผู้ชนะในที่สุด
ซึ่งผมก็เริ่มรับได้กับตรงนี้ ก็คือเวลาที่ผมแพ้มือวางหรือคนที่เก่งกว่าผมก็จะไม่คิดอะไรเหมือนก่อน
แต่เท่าที่ผมรู้ตอนนั้นก็คือผมจะแพ้ให้กับมือที่อ่อนกว่าผมไม่ได้
แล้วหลังจากนั้นอีกสองปี ตอนผมอายุได้สิบขวบผมก็ได้มาเป็นมือวางบ้างแล้วในคราวนี้
แล้วผมก็เริ่มเข้าชิงชนะเลิศเกือบทุกรายการเพราะผมเป็นมือวางอันดับสองของรุ๋นอายุไม่เกิน
10 ปี
แต่ผมก็ไม่เคยเอาชนะพชรพลซึ่งเป็นมือหนึ่งของรุ่นได้เลยเพราะในใจผมคิดว่าเค้ามืออันดับสูงกว่าเรา
เค้าต้องชนะเราแน่ๆ แต่นั่นคือความคิดของเด็กๆที่ผิดแต่ตอนนั่นผมก็ยังไม่ได้คิดอะไรเท่าไหร่
คือถ้าแข่งรายการไหนที่ไม่มีคนคนนี้มาแข่งผมก็จะได้แชมป์ทุกครั้งไป
แต่ถ้ารายการไหนมีเค้าแข่งผมก็จะได้รองแชมป์อีกทุกครั้งเหมือนกัน
แล้วมีอยู่สองสามครั้งได้ที่ผมแข่งกับพชรพลแล้วผมนำห่างมากแล้วก็เกือบที่จะชนะอยู่แล้ว
แต่เค้าตีไปแล้วร้องไห้ไปด้วยระหว่างที่เราแข่งกันอยู่แล้วเค้าตามผมอยู่ห่างมากๆ
ผมโดยปกติตอนเด็กๆจะไม่ชอบทำให้ใครเสียใจ
แล้วพอผมเห็นน้ำตาของเค้าผมก็เล่นแบบให้แพ้ไปเลยเพราะผมอยากให้เค้าหายร้องไห้
แล้วเค้าก็พลิกเกมกลับมาชนะผมในที่สุด
เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้งมากจนเค้าได้รับฉายาว่า นักเทนนิสจ้าวน้ำตา
นับตั้งแต่ที่เค้าชนะผมเพราะเค้าร้องไห้แล้วทำให้ผมใจอ่อนในครั้งนั้น
พอหลังจากที่ผมทำผลงานได้ดีมาตลอดคือได้แชมป์(รายการที่มือหนึ่งไม่ได้แข่ง)กับได้รองแชมป์
(รายการที่มือหนึ่งแข่ง) ก็มีสปอนเซอร์ซึ่งก็คือบริษัทบุญรอดฯ
ได้เข้ามาทาบทามให้ผมเข้าไปอยู่ในสังกัดของเค้า แล้วตอนนั้นผมก็ยังไม่มีใครสนับสนุนอยู่แล้วก็เลยโอเค
เพราะตอนที่ผมไม่มีคนสนับสนุนนั้น พ่อผมก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าโค้ช
ค่าสนาม ค่าลูกบอล แล้วก็เบ็ดเตล็ดอีกเยอะ
คิดแล้วเดือนนึงเสียเกือบห้าหมื่นบาทได้(แต่ส่วนมากเป็นค่าเบียร์ของพ่อตอนระหว่างดูผมซ้อมมากกว่า)
แต่พอมีสิงห์สนับสนุนก็เลยไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆเหล่านี้
จะเสียก็แต่ค่าเบียร์ของพ่อเท่านั้นเอง หลังจากนั้นผมก็ต้องเลิกตีกับ
พ.ท.มานิตย์ เพราะทางสิงห์เค้าจัดโค้ชสำหรับนักกีฬาในสังกัดไว้ให้
แล้วผมก็ต้องไปซ้อมที่ที่เค้าจัดไว้ให้ด้วย โดยต้องไปซ้อมตลอดทุกวัน
คุณพ่อก็เลยต้องลาออกจากบริษัททนายที่ท่านทำอยู่เพื่อมาคอยเป็นคนรับส่งผมไปซ้อมแล้วก็ไปเรียน
โดยต้องไปซ้อมไกลมากจากโรงเรียนโดยต้องใช้เวลาเดินมางไปซ้อมชั่วโมงครึ่งทุกวันจันทร์ถึงศุกร์
ส่วนวันเสาร์ผมก็ไปซ้อมตอนเช้าแล้วก็ค้างที่บ้านพักใกล้ๆสนามในวันเสาร์เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเดินทางมา
ซ้อมในวันอาทิตย์แล้วคุณพ่อก็มารับกลับบ้านในวันอาทิตย์ แต่คุณพ่อของผมก็ไม่เคยบ่นสักคำว่าท่าน
เหนื่อยหรือท้อที่จะขับรถรับส่งผม เพราะว่าท่านรู้ว่าถ้าท่านพูดเรื่องนี้กับผม
ผมก็จะคิดมากเรื่องนี้แล้วก็จะทำให้ผมไม่อยากที่จะเล่นเทนนิสอีกต่อไปแล้วก็อาจจะทำให้ผมไม่มีสมาธิ
ในการซ้อมแล้วก็จะทำให้ผมแสดงความสามารถทั้งหมดออกมาไม่ดีเท่าที่ควร
ซึ่งแบบนี้นี่เองนะที่เค้าเรียกว่าความรักที่พ่อมีให้ต่อลูกซึ่งผมสามารถที่จะรับรู้มันได้ตลอดแต่ผมก็ไม่เคย
แสดงออกมาให้คุณพ่อรู้หรือเห็นว่าผมรู้ว่าท่านทำเพื่อผมขนาดไหน
แต่สิ่งที่ได้ผมทำตอนนั้นก็คือพยายาม ที่จะเล่นเทนนิสให้เก่งให้ได้
แล้วก็พยายามทุ่มเทให้กับการซ้อมให้ดีที่สุด พอผมอายุย่างเข้า
13 ปีีผมก็เริ่มออกไปแข่งขันที่ต่างประเทศซึ่งตอนนั้นไปแข่งเก็บคะแนนสะสมโลกของเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน
18 ปี โดยเค้าจะห้ามคนที่มีอายุน้อยกว่า 13 ปีเล่นเพราะเค้าคงยังเห็นว่าอายุขนาดนี้คงยังเด็กเกินไปที่
จะไปเล่นกับพวกที่มีอายุ 18 ปีเต็มได้
แล้วพอผมผ่านช่วงที่เค้ากำหนดมาแล้วผมก็เริ่มที่จะออกเดินทางแข่งขันในต่างประเทศนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
โดยค่าใช้จ่ายทุกอย่างทางสิงห์เป็นคนออกให้หมด ถึงแม้ว่าช่วงแรกผมจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่
นั่นก็หมายความว่าทุกครั้งที่ผมออกไปหาคะแนนนั้นผมไม่เคยที่จะได้คะแนนกลับมาเลยจนกระทั่งผมอายุได้
15 ปีผมถึงจะได้แต้มเป็นครั้งแรก ซึ่งสองปีที่ผ่านมาที่ผมได้ออกไปแข่งนั้นผมไม่เคยเลยที่จะเก็บแต้มเอา
กลับมาที่เมืองไทยด้วย มีแต่ไปแล้วก็กลับมาตัวปล่าวซึ่งตอนแรกๆมันก็ทำให้ผมท้อเหมือนกันเพราะว่า
เราออกไปทุกครั้งเราก็หวังที่จะประสบความสำเร็จแต่สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่เลย
แต่พอหลังจากที่ผมได้แต้มครั้งแรกตอนอายุ 15
แล้วผมก็ได้แต้มมาเรื่อยๆจนผมเองก็คิดสงสัยตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเมื่อก่อนผมถึงทำแต้มไม่เคยได้เลย
เพราะตอนนี้ผมได้แต้มมาแทบจะทุกครั้งที่ผมออกไปแข่งเลยก็ว่าได้
พอผมได้แต้มมาเรื่อยๆแต้มของผมก็สะสมกันได้เยอะขึ้นเยอะขึ้นจนอันดับเยาวชนโลกของผมขยับจากที่
ห้าร้อยกว่ามาเป็นสามร้อยกว่าเป็นร้อยกว่าแล้วก็มาติดอยู่ในท็อปร้อยของเยาวชนโลกซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งนึงที่
ผมอยากจะให้พ่อผมรู้ว่าที่ท่านอุตส่าห์ทนเหนื่อยขับรถรับส่งผมไปซ้อมทุกวันนั้นมันไม่ได้ไร้ค่า
มันทำให้ท่านภูมิใจในตัวผมด้วย แล้วหลังจากที่ผมได้ติดอยู่ในท็อปร้อยของอันดับนักเทนนิสเยาวชนโลกแล้ว
ผมก็เริ่มที่จะออกไปแข่งไกลไกลบ้างแล้วเพราะช่วงแรกที่ผมยังมีแต้มน้อยๆอยู่นั้นผมก็แข่งแค่ในเอเชียเท่านั้น
แต่พออันดับผมสูงพอแล้วผมก็เริ่มที่จะไปแข่งในอเมริกา,ในยุโรปตลอด
เพราะมันจะทำให้ฝีมือของผมพัฒนาไปไกลกว่าที่จะอยู่แต่ในเอเชียเพราะว่านักเทนนิสเยาวชนของอเมริกา
หรือยุโรปนั้น เค้าจะมีรูปร่างที่ใหญ่และแข็งแรงกว่านักเทนนิสเอเชียมาก
ซึ่งตอนที่ผมไปแข่งครั้งแรกใน แถบนั้นผมนี่ตกใจมากเลยและสงสัยมากว่าทำไมพวกนี้ถึงได้ตัวใหญ่อย่างนี้นะ
แล้วเราจะสู้พวกเค้าได้เหรอ ในตอนแรกนี่ผมก็ไม่ค่อยชนะใครเลยเพราะแค่เห็นรูปร่างของพวกนี้แล้วใจผมมันก็ยอมแพ้ไปกว่าครึ่งแล้ว
แต่พอเล่นที่นั่นนานๆผมถึงได้รู้ว่าพวกนี้ก็ไม่ได้เก่งไปกว่าเราเท่าไหร่หรอก
เพียงแต่ว่าที่เราสู้เค้าไม่ได้เพราะว่าเราคิดไปก่อนที่จะเล่นแล้วว่าเราสู้เค้าไม่ได้ก็เลยทำให้เราไม่สามารถที่
จะแสดงความสามารถที่เรามีอยู่ออกมาได้เต็มที่ โดยกว่าผมจะคิดได้แบบนี้ก็ต้องใช้เวลาปีนึงเลยที่ทำให้
ผมคิดว่าผมชนะพวกนี้ได้เหมือนกัน แล้วพอตอนที่ผมคิดได้นั้น
ตอนนั้นผมอายุ 16 ปีผมก็เริ่มที่จะชนะมือดีดีตัวใหญ่ๆได้แล้วก็ทำให้อันดับเยาวชนโลกของผมมาอยู่ที่อันดับ
16 ของโลกซึ่งนี่ก็คืออันดับที่ผมเคยทำได้สูงสุดในประเภทเดี่ยว
ส่วนประเภทคู่อันดับสูงสุดของผมก็อยู่ที่อันดับ 20 ของโลก...พออายุ
17 ปีผมก็เริ่มที่จะแปรสภาพตัวเองจากนักเทนนิสเยาวชนสู่การเป็นนักเทนนิสอาชีพ
แต่ยังไม่ได้เป็นนักเทนนิสอาชีพแบบเต็มรูปแบบ
เพราะผมก็ยังแข่งเยาวชนอยู่บ้างแต่น้องลง แล้วก็มาแข่งเก็บคะแนนสะสมในระดับอาชีพบ้างเหมือนกัน
นั่นก็คือก้าวแรกสำหรับการเป็นนักเทนนิสอาชีพอย่างผม ผมได้มีอันดับของนักเทนนิสอาชีพครั้งแรกตอน
ที่ผมอายุได้ 17 ปี โดยอันดับอยู่ที่พันกว่า แล้วพอผมอายุได้
18 ปีผมก็เล่นรายการเยาวชนแค่สามรายการเองในปีนี้แต่ผมก็มาเล่นในระดับอาชีพมากขึ้นแล้วก็มากขึ้นเรื่อยๆ
จนผมอายุที่เล่นเยาวชนไม่ได้แล้วผมจึงเป็นนักเทนนิสอาชีพเต็มตัว
เพราะผมแข่งสะสมคะแนนตลอดเกือบ ทั้ั้งปีโดยตอนนั้นผมก็เริ่มเหมือนตอนที่ผมเริ่มเล่นเยาวชนใหม่ๆ
คือเล่นอยู่แต่ในแถบเอเชียก่อนแล้วถ้าได้ แต้มมากขึ้นแล้วก็ค่อยๆไปแข่งที่ไกลไกลต่อไป
โดยในปีแรกๆที่ผมเล่นนั้นมันสนุกมากเพราะผมไม่ต้องมี แต้มที่จะต้องรักษาเลย
คืออับดับของผมมีแต่ขึ้นกับขึ้น ไม่มีลงเลยแต่พอปีถัดมาผมเริ่มที่จะต้อง
คิดมากขึ้นเพราะว่าสมมติว่าเมื่อปีที่แล้วผมทำได้ดีในรายการนี้แต่พอมาปีนี้ผมกลับทำได้ไม่ดีนั่นก็จะทำ
ให้อันดับของผมตกลงมาจากเดิมผมไม่เคยจะต้องกังวลกับเรื่องคะแนนที่จะต้องป้องกัน
แต่พอมาตอนนี้ผมด้วยคอยบอกตัวเองอยู่เสมอว่าถึงรายการที่เราจะต้องทำให้ได้ดีดีแล้วนะ
ถ้าเราพลาดอันดับก็จะตกนะ
แล้วสิ่งนี้เองที่เป็นตัวทำลายทุกอย่างเพราะมันจะทำให้ผมเกิดความเครียดในระหว่างที่ผมแข่ง
แล้วก็จะทำให้ผมเล่นได้ไม่ดีเท่าที่ควร
โดยตอนแรกๆที่ผมเริ่มออกแข่งต่างประเทศตอนยังเป็นเยาวชนอยู่นั้น
เวลาจะไปแข่งที่ไหนก็จะมีเพื่อนๆนักเทนนิสที่ออกไปแข่งรายการเดียวกันออกไปแข่งด้วยกันแล้วก็มีคนคุม
ทีมอีกอย่างน้อยหนึ่งคนไปด้วยทุกรายการ
ตอนนั้นเราสนุกกันมากเพราะพอเราแข่งเสร็จก็จะมานั่งจับกลุ่มคุยกัน,เล่นไพ่กันหรืดอีกหลายๆอย่างร่วมกันเลย
ทำให้ช่วงนั้นเวลาที่ผมไม่ได้อยู่เมืองไทย ผมจะไม่ค่อยคิดถึงบ้านเท่าไหร่เพราะว่าแต่ละครั้งที่ออกไปแข่ง
ก็จะมีเพื่อนไปด้วยทุกครั้งทำให้รู้สึกสนุกกับการแข่งขันมาก
แต่พออันดับของผมเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ผมก็จะต้องไปแข่งรายการที่ใหญ่กว่าที่ทุกคนจะไปแข่งได้
ทำให้ผมมีเพื่อนที่ออกไปแข่งด้วยน้อยลงแต่ทุก ครั้งที่ผมไปอย่างน้อยก็ต้องมีโค้ชหรือคนคุมทีมไปด้วยเสมอ
แต่ผมก็เริ่มที่จะรู้สึกว่าเหงากว่าแต่ก่อนที่เคยไปแข่งมาเพราะว่าโค้ชหรือคนที่คุมผมไปแข่งนั้นก็อายุเยอะ
กว่าผมเยอะก็เลยทำให้คุยกันไม่สนิทหรือเล่นด้วยกันเหมือนที่ผมได้ออกไปแข่งกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน
แต่ยังถือว่าผมก็ยังมีคนร่วมเดินทางไปด้วย จนกระทั่งช่วงที่ผมเป็นนักเทนนิสอาชีพเต็มตัวแล้วนั่นก็คือ
ตอนที่ผมอายุประมาณ 19 ปีผมก็เริ่มที่จะต้องออกแข่งคนเดียวแล้วเพราะตอนนั้นเทนนิสอาชีพยัง
ไม่เป็นที่ยอมรับของคนไทยก็เลยไม่ค่อยมีใครที่จะออกแข่งขันในระดับอาชีพหลังจากที่อายุเลยใน
ระดับเยาวชนแล้ว ส่วนมากตอนนั้นคนที่เลยระดับเยาวชนไปแล้วเค้าก็จะหันไปเรียนกันหมด
ก็มีแต่ผมที่ยังเล่นต่อไปในระดับอาชีพซึ่งก่อนผมก็มีภราดรที่ออกแข่งขันในระดับอาชีพก่อนหน้าผม
แล้วช่วงนั้นผมก็ต้องเริ่มที่จะออกไปแข่งต่างประเทศคนเดียวแต่ก็ยังเป็นแค่ในเอเชียเท่านั้นในตอนแรก
ซึ่งมันทำให้ผมเหงามากเลย เพราะไปช่วงแรกๆเพื่อนนักเทนนิสก็ไม่มี
ไม่รู้จะคุยกับใครเลยช่วงนั้น สิ่งที่ผมทำก็คืออ่านหนังสืออ่านเล่นเพื่อเป็นการฆ่าเวลา
แต่ในใจลึกๆมันก็ยังปล่าวเปลี่ยวอยู่นั่นเองเพราะเวลาที่ผมไม่มีอะไรทำผมก็จะคิดถึงบ้านขึ้นมาทันที
จนบ้างครั้งในช่วงแรกๆที่ผมต้องออกเดินทางแข่งที่ต่างประเทศคนเดียวนั้น
ผมแอบร้องไห้คนเดียวเวลาที่ผมเหงามากๆแต่ผมไม่เคยที่จะแสดงให้ใครรู้เลยว่าในใจของผมตอนที่ผม
ออกมานั้นมันเป็นอย่างไร เพราะทุกครั้งที่ผมโทรกลับมาที่บ้านผมก็จะบอกกับครอบครัวของผมทุกครั้ง
ว่าผมสบายดี ที่นี่สนุกมากไม่ต้องห่วง แต่ความจริงแล้วผมคิดถึงบ้านใจแทบขาด
แต่ผมก็คิดว่ามันก็คือหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบต่อพ่อที่อุตส่าห์ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาให้กับผม
ต่อแม่ที่คอยดูแลเอาใจใส่ในทุกๆเรื่องที่เกี่ยวกับผม แล้วก็กับอีกหลายๆคนที่หวังไว้กับความสำเร็จ
ในภายภาคหน้าของตัวผม ผมก็เลยต้องอดทนที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆที่จะมาทำให้ผมเกิดความท้อแท้ให้ได้
แล้วผมก็เริ่มที่จะชินขึ้นเรื่อยๆกับการที่จะต้องออกมาแข่งต่างประเทศคนเดียว
เพราะผมมีเพื่อนที่เป็นนัก เทนนิสที่เป็นชาวต่างชาติเยอะขึ้น
จนทำให้ผมรู้ว่าถ้าผมออกมาแข่งคนเดียวผมจะต้องไม่อายที่จะมีเพื่อน
เป็นคนต่างชาติ โดยตอนแรกผมไม่กล้าที่จะเข้าไปคุยกับคนต่างชาติ
ก็เลยทำให้ผมเสียโอกาสที่จะมีเพื่อนๆ ที่อยู่ต่างประเทศไปในตอนแรก
แต่ผมก็มารู้ทีหลังว่ามันไม่ได้มีผลเสียเลยที่เราจะมีเพื่อนต่างชาติไว้สักคน
แล้วบางทีเค้าอาจจะช่วยเราในบางเรื่องที่เราไม่รู้ก็ได้ แล้วช่วงหลังผมก็เริ่มที่จะมีเพื่อนต่างชาติมากขึ้นจน
ทำให้ผมไม่รู้สึกเหงาเท่าไหร่หลังจากที่ผมมีเพื่อน แล้วเวลาที่ผมหรือพวกเค้ามีปํญหาอะไรเราก็จะช่วยกันแก้ไขไป
โดยเพื่อนต่างชาติที่ผมสนิทที่สุดและอยากร่วมเดินทางด้วยก็คือ
Lu Yen-Hsun จากประเทศไต้หวัน เค้าเปรียบเสมือนเพื่อนเหมือนน้องชายแล้วบางทีเค้าก็เหมือนโค้ชเพราะบางทีเค้าก็ให้คำแนะนำที่ดีกับผม
โดยเค้าเป็นคนที่ขยันมาก ทำให้เวลาที่ผมได้อยู่หรือได้ออกแข่งรายการเดียวกับเค้าแล้วผมต้องเป็นคน
ที่ขยันซ้อมไปด้วยแล้วช่วงนั้นที่ผมแข่งผลงานก็จะออกมาดีเพราะว่าร่างกายพร้อมที่จะเล่นกับแมทช์ที่หนักๆ
ผมก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเวลาที่ผมอยู่กับเค้าแล้วพอผมได้รับความพ่ายแพ้ผมไม่เคยที่จะท้อถอย
เลยกลับฝึกหนักขึ้นไปอีก แต่พอเวลาที่ผมไปคนเดียวแล้วผมได้รับความพ่ายแพ้
ผมจะรู้สึกท้อแท้มากแล้วก็ ไม่อยากที่จะทำอะไรเลย ผมจึงคิดว่าการที่เรามีเพื่อนที่ดีที่ขยันนั้นก็จะทำให้เราได้รับความดีความขยันที่
เค้ามีมาสู่เราเหมือนกัน.....
สุดท้ายนี้ผมก็อยากจะฝากสิ่งดีดีที่ผมเคยเจอมาและอยากให้ทุกคนที่ได้อ่านเมลล์นี้ได้รับรู้ไว้
เผื่อว่ามันอาจจะทำให้คุณเอาไปใช้ได้ถ้าสิ่งเหล่านั้นที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้
เหมือนประสบการณ์ที่ผมเคยได้ประสบมาแล้ว แล้วบางที่มันอาจจะช่วยคุณได้ในบางปัญหา
อย่างน้อยก็ให้คุณได้อ่านเล่นแก้เหงานะครับ...
ดนัย อุดมโชค
|