แพรว โดย กรภัทร
January 2007
มือวางอันดับ 104 ของโลกที่ก้าวเป็นฮีโร่อันดับ 1 กลางใจคนไทยไปแล้วเรียบร้อย ด้วยลีลาการคว่ำมือวางอันดับ 49 ชาวเกาหลีใต้ คว้าเหรียญทองสุดท้ายให้กับประเทศไทยได้อย่างงดงาม
"ผมไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะแข่งเทนนิสจนได้เหรียญทองเอเชียนเกมส์ แล้วมีคนให้ความสนใจอย่างวันนี้ ทุกอย่างล้วนพัฒนาไปตามสเต็ป เริ่มจากตอน 5 ขวบผมป่วยเป็นโรคหอบอาการหนักมากถึงขั้นต้องเข้าตู้ออกซิเจน 2 อาทิตย์ คุณหมอแนะนำให้เล่นกีฬา ผมจึงเริ่มหัดตีเทนนิสที่สโมสรราชนาวี ต่อมาครูฝึกเห็นแววว่าพอจะตีแข่งขันได้ เลยให้ฝึกสอนเดี่ยว แล้วตั้งแต่นั้นผมก็ลืมไปเลยว่าอาการหอบเป็นอย่างไร
"จากนั้นเริ่มลงแข่งเยาวชน ก็ยังไม่ได้หวังอะไร จำได้แข่งครั้งแรกตอนอายุ 8 ขวบ ชนะ 2 รอบ แต่พอรอบ 3 แพ้ผมร้องไห้วิ่งออกจากคอร์ตเลย ตั้งใจไม่แข่งอีกแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องปลอบ กว่าจะยอมแข่งต่อต้องใช้เวลาทำใจอีกหนึ่งอาทิตย์ กระทั่งผมได้เข้าไปอยู่ในโครงการ Rising Star ของบริษัทบุญรอดฯ ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมก้าวไปเล่นเทนนิสอาชีพ
"ตั้งแต่วันนั้นการแข่งเทนนิสอยู่ที่การไต่อันดับไปเรื่อยๆ ทัวร์นาเม้นท์ที่น่าจดจำคือเมื่อปีที่แล้ว แกรนด์สแลมรายการแรกของผมเป็นการแข่งขันวิมเบิลดัน ผมตื่นเต้นมาก จำได้ว่าแข่งกับสเตฟาน คูเบ็ค มือวางอันดับเจ็ดสิบกว่า ขับเคี่ยวกันสูสีมาก แต้มเสมอ 2:2 ปรากฏว่าฟ้ามืด สนามไม่มีไฟ ต้องแข่งต่อวันรุ่งขึ้น สุดท้ายผมสามารถเอาชนะได้
"รวมทั้งเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ประเภททีมผมมั่นใจว่าสามารถเก็บแต้มได้ 1 คะแนน เพราะทุกคนต่างแข่งในทัวร์นาเม้นท์เคยเห็นฝีมือกันอยู่ ซึ่งทีมไทยมีอันดับเหนือกว่า แต่ก่อนแข่งตื่นเต้น กลัวแพ้เหมือนกัน โดยเฉพาะแมทช์ที่เจอกับญี่ป่น ต้องเรียกว่าเป็นคู่แข่งที่แข็ง เพราะประสบการณ์เเยอะ แต่เสียเปรียบเราตรงที่อายุมาก ผมจึงใช้ความหนุ่มกว่าและการเล่นลูกเร็วพยายามยื้อเกมให้นานที่สุด แต่ไม่คิดว่ากว่าจะชนะเขาได้ต้องเล่นกันถึง 3 เซต
"จนมาถึงประเภทบุคคล ไม่มีใครรู้หรอกว่าจริงๆ แล้วผมกดดันขนาดไหน เพราะถ้าไล่กันตามอันดับและฝีมือ พี่บอล-ภราดร เหรียญทอง ลี ฮุง เต็ก ของเกาหลีใต้เหรียญเงิน ส่วนผมอย่างน้อยน่าจะได้เหรียญทองแดง เพราะสองรอบแรก ผมคิดว่าชนะอยู่แล้ว เพราะคู่แข่งยังไม่มีประสบการณ์ในการออกแข่งเลย ซึ่งก็เป็นไปตามคาดหมาย ผ่านมาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ต้องเรียกว่าหนักสุด เหมือนเป็นรอบความหวังแล้วถ้ายิ่งมีความหวังมากเท่าไหร่ ความกดดันก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แล้วคนนี้เป็นมืออันดับ 2 ของเกาหลี เขาเล่นได้ดี เริ่มต้นเซทแรกผมโดนนำ คิดมากจนเกือบแพ้เลยก็ว่าได้ ต้องใช้วิชาสมาธิที่ฝึกมารวบรวมพลังใจ กลับมฮึดสู้ใหม่ ในที่สุดสามารถเอาชนะได้อย่างหวุดหวิด
"พอถึงรอบสุดท้าย ต้องแข่งกับ ลี ฮุง เต็ก มือวางอันดับ 1 ของรายการ แม้ผมจะเคยแข่งกับเขามา 6 ครั้ง ชนะแค่ครั้งเดียวแต่ไม่กดดัน เพราะถึงแพ้ก็ได้เหรียญเงิน เกินเป้าที่วางไว้ ซึ่งคืนก่อนหน้านั้นผมปฏิบัติเหมือนทุกครั้งที่จะลงแข่ง คือสวดคาถาชินบัญชรหนึ่งจบแล้วนอนหลับเต็มที่ เมื่อถึงเวลาลงสนามผมตั้งจิตระลึกถึงพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวาธิราช และพระแก้วมรกต ขอให้ได้รับชัยชนะ ทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ แล้วผมก็ทำได้จริงๆ
"วินาทีที่ขึ้นรับรางวัล ผมยืนร้องเพลงชาติไทยพร้อมกับคนไทยทุกๆ คน ด้วยความรู้สึกขนลุกและภาคภูมิใจว่าเราเป็นศูนย์กลางให้คนไทยทั้งที่นี่และที่เมืองไทยได้ร้องเพลงชาติไทยพร้อมกัน อยู่ๆ น้ำตาซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว คิดถึงครอบครัวและขอบคุณคนไทยทั้งประเทศที่เชียร์เรามาตลอด "
"หลังจากนั้นชีวิตเปลี่ยนไป เวลาส่วนตัวน้อยลง กลายเป็นคนของประชาชนมากขึ้น ส่วนมากจะทักว่าดีใจนะครับ เก่งมาก เพราะฉะนั้นก่อนทำอะไรต้องคิดให้มากขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ เพราะเขาอยากทำตามฮีโร่หรือคนที่ตัวเองชื่นชอบ ซึ่งผมอยากเป็นตัวอย่างที่ดี ผมคิดว่าถ้าร่างกายอำนวยจะเล่นเทนนิสอีก 5 ปีถึงเวลานั้นผมอายุ 30 อาจหาธุรกิจทำ หรือไม่ก็กลับมาสอน เทนนิส
" เพราะถึงแม้วิชาการจะยังไม่จบปริญญาตรี แต่ถ้าเรื่องเทนนิสเหมือนผมจบปริญญาเอกแล้ว มีประสบการณ์พร้อมสามารถนำมาพัฒนาวงการเทนนิสเพื่อให้เด็กๆ ได้ประสบความสำเร็จแบบเราบ้าง " |