เรื่องราววุ่นๆในการออกทัวร์ปลายปี 2004..... โดย ปิ๊ก ดนัย อุดมโชค


การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่ผมเป็นนักเทนนิสมาเลยก็ว่าได้ และเป็นการเดินทางที่มีปัญหาที่ทำให้ผมแทบจะทำอะไร ไม่ถูกและอย่ากจะตะโกนออกมาดังๆเพื่อที่จะได้ระบายความอัดอั้นที่ผมไม่รู้ว่าควร
จะแก้สถานการณ์อย่างไรในขณะนั้น และมันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ จนผมแทบจะรับกับมันไม่ทัน และจนทำให้ผมคิดอยู่ในใจคนเดียวว่าอยากจะทำอะไรกับผมก็เชิญเลย เพราะว่าตอนนี้ผมปรงแล้ว ไม่อยากจะขอร้องแล้ววิงวอนกับปัญหาที่เกิด
ขึ้นอีกแล้ว.....

การเดินทางของผมในครั้งนี้เริ่มต้นที่เมืองๆนึงชื่อว่า champaign ซึ่งห่างจากเมืองชิคาโก้ประมาณ 3 ชั่วโมง(เดินทางโดยการขับรถ)
โดยกำหนดการเดินทางของผมนั้น ผมจะต้องนั่งเครื่องบินจากเมืองนี้ไปที่ชิคาโก้ โดยผมออกจากโรงแรมตอน 8.30 น. แล้วไปถึงที่สนามบินตอน 8.45 น. โดยที่เครื่องของผมจะออกเวลา 10.10 น.ตามเวลาของที่นั่น แต่เรื่องก็มีอยู่ว่า วัันนั้นฝนตกหนักมากจึงทำให้เที่ยวบินทุกเที่ยวต้องยกเลิก เพราะว่าเครื่องไม่สามารถลงจอดได้ จึึงทำให้สายการบินต่างๆต้องรองรับกับผู้โดยสารที่มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางจริงๆไปที่ชิคาโก้ให้ได้ ้และผมก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้น โดยทางสายการบินได้จัดรถบัสขึ้นมาเที่ยวนึงมีกำหนดออกจากสนามบินเวลา 9.00 น.
ถ้าใครมีความจำเป็นหรือต้องการจะไปจริงๆก็ให้ไปลงชื่อ หลังจากนั้นพอถึงเวลา รถก็ออกไปโดยที่ฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างไม่มีคำว่าปราณีปราศรัย พอขับไปได้สักชั่วโมงนึงได้ ทางสายการบินก็โทรมาบอกกับคนขับรถว่ามีเครื่องบินลำนึงที่มาจากชิคาโก้แล้วจะมาลงที่เมืองที่ผมได้ออกมา
ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเป็นลำเดียวกับที่ผมจะต้องใช้กลับไปที่ชิคาโก้รึเปล่า โดยเครื่องนั้นได้เกินอุบัติเหตุตกกลางทางระหว่างที่จะมาที่นี่ โดยทุกคน ในรถหลังจากได้รับกับข่าวสารที่คนขับรถบอกแล้ว ต่างก็ต้องอุทานออกมาพร้อมๆกัน เพราะว่าเราทุกคนก็ไม่รู้และไม่อยากจะนึกว่าถ้าเกิดเราไป เครื่องนั้นแล้วมันตกตอนที่เราไปพอดี อะไรมันจะเกิดขึ้นตามมา หลังจากที่เราได้รับข่าวนั้นเราทุกคนในรถก็ได้แต่นั่งเงียบกันหมด คอยไว้อาลัย ให้กับคนที่เค้ามารับเคราะห์แทนพวกเรา จนผมมาถึงที่เมืองชิคาโก้เวลาเที่ยงตรงพอดีผมก็ต้องนั่งเครื่องต่อไปยังFrankfurt ที่เยอรมัน โดยต้อง ใช้เวลาในการเดินทางเที่ยวนี้นาน 9 ชั่วโมง แล้วผมก็ต้องรอเวลาที่เครื่องจะออกอีกสองชั่วโมงครึ่งเพราะว่าเครื่องจะออกเวลา 14.45 น. โดยผมก็เข้าไปนั่งรอในเล้าจน์ที่เค้ามีให้ โดยระหว่างการเดินทางบนเที่ยวบินที่จะมายังแฟรงค์เฟิร์ตนั้นผมก็ได้หลับมาตลอดทางเพราะเหนื่อย กับการเดินทางมาก จนมาถึงที่แฟรงค์เฟิร์ตตอนตีห้าของเวลาท้องถิ่น เรื่องที่ทำให้ผมปวดหัวก็เกิดขึ้น...

ตอนแรกหลังจากที่ผมถึงยังแฟรงค์เฟิร์ตนั้นผมต้องไปเอาตั๋วเครื่องบินที่ผมได้โทรให้ เอเจนซี่ ที่ี่เยอรมันซื้อไว้ให้เพราะว่าผมไม่ได้ซื้อมาจากเมือง ไทยแล้วถ้ามาซื้อที่สนามบินเลยจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกสองถึงสามเท่า ผมก็เลยโทรบอกทางเอเจนซี่ที่ดูแลเรื่องตั๋วของเพื่อนผมที่เยอรมันซื้อให้ แล้วเค้าก็ให้ไปรับตั๋วนี้ที่สนามบินที่แฟรงค์เฟิร์ต อาคาร1 ผมก็ไปถึงที่ที่จะต้องรับตั๋วตอนตีห้าครึ่ง แต่ผมก็ยังรับตั๋วไม่ได้เพราะว่าเคาท์เตอร์ยัง ไม่เปิด จะเปิดตอนเจ็ดโมงเช้า ผมก็ต้องนั่งรอที่นั่นอีกชั่วโมงครึ่ง รอจนกว่าที่เคาท์เตอร์จะเปิด พอเคาท์เตอร์เปิดผมถึงจะได้ตั๋ว แต่ตั๋วที่เค้าซื้อให้
ผมมีปัญหาเพราะว่าเค้าดันสลับชื่อกับนามสกุลของผม แทนที่จะเป็น ดนัย อุดมโชค เค้ากลับจองในนาม อุดมโชค ดนัย ผมก็เลยบอกกับที่เคาท์เตอร์ ให้เปลี่ยนชื่อใหม่ให้ผมหน่อย ทางพนักงานที่ทำงานอยู่ที่นั่นก็บอกว่าเค้าทำให้ไม่ได้เพราะว่าตั๋วไม่ได้ผ่านทางเค้า เค้าก็บอกให้ผมรอถึงเก้าโมงเช้า
รอให้สำนักงานของเอเจนซี่ที่ผมซื้อตั๋วจากเค้าเปิดก่อน ผมก็ต้องนั่งรออีกสองชั่วโมงเพื่อที่จะให้เค้าเปลี่ยนให้ ท่านดูเอาเถอะครับว่าการเป็นนัก เทนนิสนี้มีปัญหามากมายขนาดไหน ไม่ใช่แต่ว่าพวกเราจะเจอกับปัญหาเพียงแต่ในสนามเท่านั้นนะครับ...

หลังจากที่ผมเปลี่ยนชื่อเรียบร้อยผมก็มาที่เคาท์เตอร์ของสายการบิน แล้วปัญหาก็ตามมาอีกโดยทางสายการบินไม่ยอมออกตั๋วให้ผมเพราะว่าผมยัง ไม่มีตั๋วจากเกาะชื่อเกาะ Mauritius ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศแอฟริกาไปยังที่ที่ผมแข่งคือที่เกาะ Reunion Island แล้วทางสายการบิน บอกว่าผมต้องมีวีซ่าเข้าเมืองของเกาะ Mauritius เพราะว่าเกาะนี้มันเป็นประเทศเอกราชแล้วแต่เกาะที่ผมจะแข่งนั้นยังเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส อยู่ก็เลยใช้วีซ่าของฝรั่งเศสได้ ตอนแรกนั้นผมหาทางออกไม่ได้จริงๆ เพราะว่าเค้าบอกว่ายังไงก็ต้องมีวีซ่าก่อนเค้าถึงจะออกตั๋วให้ได้ ซึ่งวันที่ผม
ไปถึงแฟรงค์เฟิร์ตนั้นมันเป็นวันเสาร์ตอนเช้า แล้วกว่าสถานฑูตจะเปิดให้ทำวีซ่าได้ก็ต้องเป็นวันจันทร์ ซึ่งถ้าผมรอไปจนถึงวันนั้นผมก็คงไปแข่ง ไม่ทันแน่นอน ตอนนั้นคือผมคืดอะไรไม่ออกแล้วจริงๆ ในใจผมคิดเพียงแต่ว่าคงจะไม่ได้ไปแข่งที่นี่เป็นแน่แล้ว ก็ซ้อมที่นี่กับชู้ตเลอร์เลยละกัน ไหนๆก็มาที่นี่แล้ว แต่พอดีผมก็คิดขึ้นมาได้ว่าถ้าผมไม่ต้องออกนอกสนามบินแล้วก็ไม่ต้องผ่านด่านตรวจก็ไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่านี่นา ผมก็เลยถามเค้า
ไปว่าถ้าคุณออกตั๋วให้ผมจากที่ Mauritius ไปที่เกาะ Reunion Island เลยผมก็ไม่ต้องใช้วีซ่าได้ใช่มั๊ย เค้าก็บอกว่าได้ผมก็เลยโล่งอกว่าแก้ ้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะว่าปัญหาที่ตามมาอย่างทันทีทันใดหลังจากที่เค้ายอมออกตั๋วให้ผมแล้วก็คือ ปัญหาเรื่อง
น้ำหนักกระเป๋า เพราะว่าเอเจนซี่ซื้อตั๋วให้ผมโดยที่เค้าไม่เคยรู้ว่านักกีฬาต้องใช้ข้าวของเยอะในการเดินทาง เค้าเลยซื้อตั๋วแบบถูกๆให้แต่น้ำหนัก ของกระเป๋าก็จะน้อยตามราคาไปด้วย โดยตั๋วของผมกำหนดไว้ว่าไม่ให้ เกิน 20 กิโลกรัม แต่กระเป๋าของผมน้ำหนักรวมกันแล้วก็ปาเข้าไป 40 กิโลกรัม เกินไปยี่สิบกิโล ตอนแรกเค้าจะปรับผมเรื่องน้ำหนักเกินซึ่งอัตราค่าปรับอยู่ที่ 25 ยูโร(1250 บาท) ต่อกิโล ซึ่งกระเป๋าของผมเกินไป 20 โล ก็ต้องจ่ายทั้งหมด 500 ยูโร(25000 บาท) ผมก็ตกใจมากตอนแรกแทบจะรับไม่ทันกับปัญหาเรื่องเงินๆทองๆที่ตามมาอย่างกระชั้นชิด แต่ผม ก็พยายามขอร้องเค้า พยายามอธิบายว่าผมเป็นนักเทนนิสมาแข่งขัน แล้วต้องเดินทางเป็นเวลานานข้าวของเลยเยอะ แต่เค้าก็ไม่ให้แล้วก็บอกผมอย
ู่คำเดียวว่า “มันเป็นกฎ” ผมก็เลยต้องหาทางออกอีกเพื่อที่จะให้ต้องเสียตังค์น้อยที่สุด ก็เลยได้บทสรุปว่า ผมเอากระเป๋าใบใหญ่ซึ่งแยกของที่จำเป็น ออกมาไว้ในกระเป๋าที่ใส่ไม้เทนนิส แล้วที่เหลือก็ฝากเอาไว้ที่สนามบินที่แฟรงค์เฟิร์ต โดยต้องเสียค่าฝากเป็นเงิน 3.50 ยูโร(175 บาท) ต่อวัน ซึ่งมันยังดีกว่าที่ผมต้องเสีย 25000 บาทแล้วขากลับผมก็ต้องเสียอีกเท่ากัน ผมก็เลยต้องทิ้งกระเป๋าใบนึงไว้ที่สนามบินทั่นั่น โดยกว่าจะได้ฤกษ์ออก เดินทางจากแฟรงค์เฟิร์ตก็ทำให้ผมบนหัวของผมขาวขึ้นมาหลายเส้นเลย แล้วเครื่องที่ผมจะมายังเกาะ Mauritius นั้นต้องไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่ Paris ก่อนโดยผมต้องรอที่นั่นอีกสี่ชั่วโมง กว่าจะถึงเวลาเครื่องออก ก็ได้แต่นั่งมึนอยู่กับสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้น และระหว่างการเดินทางผมก็หลับ มาตลอดทางเพราะว่าเหนื่อยกับสิ่งต่างๆและก็เป็นการปรับเวลาไปในตัว กว่าจะมาถึง Mauritius ก็ใช้เวลาในการบินสิบเอ็ดชั่วโมง

พอมาถึงผมก็เข้าไปถามคนตรวจคนเข้าเมืองที่บริการอยู่ที่นั่นว่าผมถือหนังสือเดินทางไทยนี่ต้องใช้วีซ่ารึเปล่าถ้าผมจะมาเที่ยวที่นี่ เค้ากลับบอกว่า ไม่ต้องใช้ ผมเลยงงมากเลยว่านี่ตกลงผมต้องใช้วีซ่ารึเปล่าเนี่ย แต่ก็คงเก็บปัญหานี้เอาไว้ก่อนเพราะว่ามันยังมาไม่ถึง ผมก็รอเครื่องที่นี่อีกสอง ชั่วโมง แล้วเครื่องจึงออกจากที่นั่นมาสู่ที่ที่ผมแข่ง ตอนแรกผมก็คิดว่าการเดินทางที่แสนจะยาวนานและแสนจะมีสารพัดปัญหาจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ที่ไหนได้ ปัญหาของผมกลับประดังเข้ามาอีก และคราวนี้เป็นปัญหาที่หนักที่สุดที่ผมเคยเจอเลยก็ว่าได้ เพราะว่าด่านตรวจคนเข้าเมืองของที่
Reunion Island นี้ไม่ยอมให้ผมเข้าประเทศเค้า โดยเค้าให้เหตุผลว่าผมมีวีซ่าที่ไม่ถูกต้องที่จะผ่านที่นี่ไปได้ ผมก็เลยงงมากเลยเพราะว่าตอนแรกทุกคนบอกว่าที่นี่เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสก็น่าจะใช้วีซ่าของยุโรปได้ซึ่งผมมีวีซ่ายุโรปแล้ว แต่ที่ไหนได้เค้ากลับ บอกว่าวีซ่ายุโรปนั้นใช้ได้จริงแต่ต้องมีเขียนในตอนท้ายของวีซ่าว่าเข้า Reunion Island ได้ด้วยซึ่งของผมมันไม่มีเขียนไว้เค้าเลยเอาตัวผม ไปกักอยู่ที่ สถานีตรวจคนเข้าเมืองในสนามบินของที่นั่นแล้วเค้าบอกกับผมว่าเค้าจะต้องส่งผมกลับไปยัง Paris เพราะว่าเค้าให้ผมผ่านไม่ได้
ผมก็พยายามอ้อนวอนบอกกับเค้าว่านี่ผมมาแข่งขันเทนนิสอาชีพที่นี่ แต่เค้าก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะส่งผมกลับ ในตอนนั้นผมนี่ปรงมากๆจนแบบ คิดว่าอยากจะทำอะไรกับผมก็เชิญเลย ผมจะไม่วิงวอนอะไรอีกแล้วเพราะผมไม่ไหวแล้ว ผมก็ได้แต่นั่งเฉยๆรอว่าเค้าจะเอายังไงกับผม แล้วเค้าก็มาขอตั๋วขากลับของผมไป ผมก็โอเค ไม่ต้องแข่งก็ดีจะได้กลับบ้านซักที คิดแบบนี้อยู่นานจนเค้ากลับมาแล้วอยู่ดีๆเค้าก็บอกผมว่าให้ผม ผ่านได้ แต่เค้าให้ผมอยู่ได้แค่ 6 วัันเท่านั้นแล้วเค้าก็บอกผมว่าเค้าได้เปลี่ยนตั๋วเครื่องบินจากเดิมที่ผมมีวันที่ 3 ธ.ค. เป็นวันที่ 26 พ.ย.แล้ว และนี่คือ
เหตุที่ทำให้ผมเข้ามาในเกาะนี้ได้....

แล้วก็มีเรื่องการแข่งขั้นคราวนี้ของผมซึ่งผมน่าจะทำผลงานได้ดีในคราวนี้เพราะว่าอาทิตย์นี้ผมมีความรู้สึกในการตีได้ดีมากๆ แต่ผมก็ดันมาได้รับบาดเจ็บตอนที่แข่งในรอบแปดคนสุดท้ายกับมือวางอันดับหนึ่งของรายการซึ่งเค้าอยู่อันดับที่ 92 ของโลก แต่ถ้าผมแพ้แบบหมด ทางสู้มันก็ไม่มีอะไรที่น่าเสียดายเท่าไหร่ แต่นี่ผมดันชนะเซตแรก แล้วมาได้รับบาดเจ็บที่ต้นขาขวาในเซตที่สองอีกจึงทำให้ผมต้องขอยอมแพ้ไป เพราะว่าวิ่งต่อไม่ได้ โดยหมอบอกกับผมหลังจากการแข่งขันว่ากล้ามเนื้อฉีกซึ่งผมตกใจมากเพราะว่าผมไม่เคยได้รับบาดเจ็บถึงขนาดนี้มาก่อนเลย
จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอีกเรื่อง เพราะว่าผมก็ไม่รู้ว่าผมต้องหยุดพักนานเท่าไหร่ถึงจะหาย

หลังจากนั้นยังไม่พอผมก็ยังหาเรื่องใส่ตัวเองอีก เนื่องจากสนามแข่งกับโรงแรมอยู่ไกลกันมากโดยต้องใช้เวลาเดินทางชั่วโมงนึงกว่าจะไปถึง
แล้วทางการแข่งขันไม่มีรถคอยรับส่งนักกีฬา จึงเป็นปัญหาของผมอีกเพราะว่าค่าเท็กวี่ที่นี่แพงมาก ถ้าจะนั่งเท็กซี่ไปกลับที่โรงแรมกับสนามก็ ็ไม่ไหวเพราะต้องเสียค่าเท็กซี่วันละ 200 ยูโร( 10000 บาท)เป็นอย่างต่ ำ ก็เลยต้องเช่ารถกัน โดยทางการแข่งขันจัดหาให้ แล้วผมคือเป็นคนที่ ขับรถเกียร์ธรรมดาไม่เป็น เพราะเคยขับแต่เกียร์ออโต้ที่เมืองไทย แต่ผมดันอยากที่จะลองที่จะหัดขับเกียร์ธรรมดาที่นี่ แล้วที่นี่คนขับจะอยู่ด้าน ซ้ายด้วย แต่ผมก็ยังอยากที่จะลองเพราะไม่เคย แล้วเรื่องก็เกิดกับผมอีกจนได้คือผมก็ขับออกถนนเลยไม่ได้ลองก่อนเลยว่าขับได้รึเปล่า โดยที่ตอนนั้น ผมยังมั่นใจว่า ถึงยังไงผมก็คงขับได้แน่ๆเพราะว่าที่ไทยผมยังขับได้เลย แล้วเกียร์ธรรมดากับเกียร์ออโต้ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แล้วผมก็ชนจนได้
้เพราะว่าผมไม่รู้จังหวะในการผ่อนคลัชตอนขึ้นเนินขณะที่รถจอดสนิท โดยผมก็พยายามผ่อนคลัชช้าๆแต่ก็ไม่ได้เพราะรถมันถอยหลังแล้วจะไป ชนรถคันหลัง ผมก็เลยเหยียบคันเร่งอีกคราวนี้รถเลยพุ่งไปชนกับรถคันข้างหน้าอย่างจังก็เลยต้องชดใช้ค่าเสียหายไป 300 ยูโร(15000 บาท)
ทั้งเจ็บใจตัวเองที่ขับไม่ได้แล้วแถมยังต้องมาเสียตังค์อีก แล้วนี่ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมต้องเสียให้กับที่ให้ผมเช่ารถอีกเท่าไหร่ แต่ผมว่าไม่ต่ำกว่า
สองร้อยยูโรแน่ๆ เฮ้อออ......

เรื่องนี้สอนให้ผมรู้ว่าการที่เรายังทำอะไรไม่ชำนาญนั้น เราควรลองและฝึกให้ชำนาญเสียก่อน ก่อนที่จะทำจริงๆ เพื่อที่จะทำให้เราได้รู้ถึงว่าเรา ควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นไร.........

ดนัย อุดมโชค

 
since : 18 May 2003
This is my private website running information for supporting Thai players, in no way related to them and their agents.
If you have any comment / questions please contact jiro@ksc.th.com
Copyright © jirobkk 2003 - 2009. All Right Reserved.