Published on Mar 07, 2005
Courtesy : Today Matichon
หากเอ่ยชื่อของ สนฉัตร-สรรค์ชัย รติวัฒน์ ในชั่วโมงนี้ เชื่อว่าคงไม่มีแฟนกีฬาคนไหนปฏิเสธว่าไม่รู้จักอย่างแน่นอน เพราะทั้งคู่เพิ่งจะคว้าแชมป์เทนนิสชายคู่ในระดับชาลเลนเจอร์ "2005 ชาลเลนเจอร์ ฟอร์ด แชร์บูร์ก อ็อกเตอวิลล์" ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนจะหอบถ้วยรางวัลชายคู่รายการที่ 12 ของพวกเขากลับมาเมืองไทยในวันที่ 1 มีนาคม และบินต่อไปประเทศปากีสถานในวันเดียวกัน เพื่อลงทำศึกเดวิสคัพให้ทีมชาติไทย
แม้ว่าจะมีเวลาพักผ่อนอยู่ที่เมืองไทยแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ 2 นักหวดฝาแฝดก็ยินดีเปิดบ้านให้เราไปนั่งคุยอยู่นานร่วมชั่วโมงถึงเรื่องราวของทั้งคู่ ก่อนที่จะเดินทางมาถึงความสำเร็จในขั้นหนึ่งที่พวกเขาวางไว้ขณะที่มีอายุได้ 23 ปีเต็ม
ด้วยความที่เป็นนักเทนนิสฝาแฝดทำให้ สนฉัตร(ต้น) และสรรค์ชัย(ต้อง) แตกต่างจากนักหวดคนอื่นๆ อยู่บ้าง เพราะมีไม่มากนักที่พี่น้องฝาแฝดจะเลือกทางเดินในสายเดียวกันเหมือนเช่นที่ทั้งสองคนเป็น และดำเนินชีวิตแบบตัวติดกันมาตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่สายพิณ รติวัฒน์ จวบจนกระทั่งถึงวันนี้
ต้นและต้องเรียนและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันมาตลอด เพราะอยู่โรงเรียนเดียวกันตั้งแต่เล็กจนถึงปัจจุบันที่พวกเขามีสถานภาพเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จะมีแยกกันบ้างก็แค่ช่วงที่เรียนมัธยมปลายซึ่งอยู่กันคนละห้อง แต่พอถึงช่วงพักก็ยังมาขลุกอยู่ด้วยกัน เพราะมีเพื่อนอยู่ก๊วนเดียวกันมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น
จุดเริ่มต้นของการเล่นกีฬา และชอบกีฬาชนิดเดียวกันของฝาแฝดคู่นี้จึงเกิดขึ้นไม่ยากนัก เมื่อคุณพ่อฉัตรชัย รติวัฒน์ พาทั้งคู่ไปหัดว่ายน้ำตั้งแต่มีอายุแค่ 5 ปี พอเห็นแววก็ส่งเข้าแข่งขันในรายการต่างๆ บ้าง ซึ่งระหว่างนั้นก็เล่นเทนนิสควบคู่ไปด้วย เพราะคุณพ่อเคยเป็นนักเทนนิสมาก่อน
แต่พออายุได้ 8 ขวบ ต้นและต้องเริ่มหันมาจริงจังกับเทนนิสเพียงอย่างเดียว โดยลงแข่งขันเทนนิสพัฒนาฝีมือทุกรายการที่จัดขึ้นในบ้านเรา ซึ่งมีจัดแข่งเฉพาะประเภทเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ทำให้ทั้งคู่ยังไม่มีโอกาสได้ลงเล่นประเภทคู่ด้วยกัน
กว่าจะมีโอกาสได้ลงแข่งประเภทคู่ด้วยกัน ก็ต้องไปทัวร์แข่งในระดับเยาวชนของสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ(ไอทีเอฟ) ซึ่ง "ต้น" แฝดผู้พี่บอกว่า "เยาวชนไอทีเอฟเป็นตัวจุดประกายให้กับนักหวดรุ่นเยาว์ทุกคน เพราะลักษณะการแข่งขันจะเหมือนกับการแข่งเทนนิสอาชีพ "เอทีพี ทัวร์" เพียงแต่ไม่มีเงินรางวัลให้เท่านั้น ซึ่งทำให้เด็กเคยชินกับระบบตรงนั้น และใครที่ติดอันดับท็อป 50 ได้ ก็ต้องคิดอยู่แล้วว่าตัวเองน่าจะทำได้ดีในระดับอาชีพ"
ผลงานในตอนนั้นของทั้งคู่ถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ โดยเฉพาะในประเภทคู่ที่จับคู่เล่นด้วยกันจนทะยานขึ้นไปอยู่มืออันดับ 20 ของโลก(ระดับเยาวชน) ขณะที่ประเภทเดี่ยวอยู่ 100 อันดับแรก
จากที่คิดแค่เพียงเล่นออกกำลังกายสนุกๆ นักหวดหนุ่มทั้งสองเริ่มจริงจังมากขึ้น ด้วยการขยับไปแข่งขันในระดับอาชีพ โดยเริ่มไต่จากการแข่งขันระดับฟิวเจอร์ก่อนเป็นลำดับแรกขณะที่มีอายุได้ 18 ปี ก่อนจะขึ้นมาเล่นระดับชาลเลนเจอร์ในปัจจุบัน
การตัดสินใจครั้งสำคัญของทั้งคู่ มีคุณพ่อเป็นผู้ผลักดันอยู่เบื้องหลัง เพราะการกระโจนเข้าสู่การแข่งขันในระดับอาชีพ นอกจากจะต้องมีปัจจัยสำคัญอยู่ที่ตัวผู้เล่นแล้ว ยังต้องมีเงินทุนเพียงพอที่จะตระเวนไปแข่งขันรายการต่างๆ ในต่างประเทศด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ครอบครัว "รติวัฒน์" จึงต้องคิดหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากครอบครัวไม่ได้มีฐานะร่ำรวยพอที่จะนำเงินไปใช้ฟุ่มเฟือยได้ แต่หลังจากได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่าต้นและต้องซึ่งขณะนั้นมีอายุแค่ 19 ปีจะเอาดีทางด้านนี้แน่ คุณพ่อฉัตรชัยจึงตัดสินใจลาออกจากงานรัฐวิสาหกิจก่อนถึงกำหนดเกษียณ(เออร์ลี่รีไทร์) เพื่อรับเงินก้อนใหญ่ และนำเงินส่วนหนึ่งที่ได้มามอบให้ลูกทั้งสองคนจำนวน 500,000 บาท ไว้ใช้เป็นทุนในการต่อยอดไปให้ถึงฝั่งฝัน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่เสี่ยงอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะไม่รู้ว่าต้นและต้องจะประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้หรือไม่
"หลังจากพ่อให้มา 5 แสน ใช้ไป 3 ปี ติดตัวแดงตลอด แต่โชคดีไปแข่งแมตช์ที่อุดรธานี(ฟอร์ดเทนนิสอุดรโอเพ่น ในเดือนเมษายน ปี 2546) แล้วได้รถฟอร์ดมา เลยขายรถคันเก่าเอาเงินก้อนไปแข่งโรมาเนีย และได้แชมป์เป็นครั้งแรก"
การได้แชมป์ระดับฟิวเจอร์ ในรายการ "โรมาเนีย เมน"ส ฟิวเจอร์ เอฟ 5" ที่โรมาเนีย เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2546 ถือว่าเป็นความสำเร็จที่มาถูกที่ถูกเวลาที่สุด เพราะทั้งคู่ตั้งใจเอาไว้แล้วว่า หากไม่ได้แชมป์ที่โรมาเนียจะเลิกเล่นแน่นอน แต่ในครั้งนั้นคู่แฝดได้แชมป์ที่โรมาเนียถึง 2 รายการติด(เอฟ 5,เอฟ 7) ก่อนจะปิดท้ายด้วยตำแหน่งรองแชมป์(เอฟ 8) อีก 1 รายการ
ความสำเร็จจากการคว้าแชมป์ชายคู่มาแล้ว 12 รายการ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะนักหวดทั้งสองจับคู่เล่นเทนนิสด้วยกันมาตลอดจนถึงปัจจุบัน แม้จะเคยมีนักหวดบางคนมาขอจับคู่ด้วย แต่ต้นและต้องมีคำตอบในใจอยู่แล้วว่า "ไม่ว่าอย่างไรก็จะเล่นคู่กันไปตลอด"
ที่ผ่านมามีเหตุให้ต้องแยกกันจับคู่เพียงหนเดียวเท่านั้น ในรายการที่นิวซีแลนด์ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะหากเล่นคู่กันอันดับจะไม่ถึง ไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้จึงต้องแยกคู่ ซึ่งผลงานที่ออกมาไม่ค่อยดีนัก โดยต้นเข้ารอบเมนดรอว์ ส่วนต้องได้เล่นแค่รอบควอลิฟาย ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถทะลุเข้ารอบลึกได้เป็นเพราะ "จังหวะการเล่นไม่สอดคล้องกัน" การประสานงานจึงไม่เข้าขาเหมือนตอนที่ทั้งคู่เล่นด้วยกัน
ความได้เปรียบของการเป็น "ฝาแฝด" ที่เล่นด้วยกันมาตลอดทำให้ทั้งคู่มีจุดแข็งอยู่ที่ "ทีมเวิร์ก" บวกกับการพูดคุยกันตลอดเวลา ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นได้ตลอดจนคู่แข่งไม่สามารถจับทางได้ ขณะที่คนอื่นต้องเปลี่ยนคู่ทุกอาทิตย์ แต่สำหรับนักหวดฝาแฝดคู่นี้บอกกับเรา "คุยกันตั้งแต่ยังไม่เกิด" ด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ แฝดผู้พี่ยังบอกแบบติดตลกด้วยว่า การเป็นฝาแฝดเพิ่มความได้เปรียบได้อีกอย่างหนึ่ง เพราะรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกัน ทำให้คู่แข่งดูไม่ออกว่านักหวดคนไหนฝีมืออ่อนกว่า
"ตอนลงแข่งแมตช์สุดท้ายในอเมริกา เจอคู่แข่งอังกฤษที่เป็นแฝดเหมือนกัน ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมที่ผ่านมาผมถึงชนะคนอื่นได้ เพราะเขาคงจะงงว่าใครเป็นใคร ตอนผมตีผมก็คิดว่าจะมีคนหนึ่งที่ตีอ่อนกว่า เราก็พยายามมองหาคนนั้นแต่หาไม่เจอ คู่อื่นเค้าก็คงเป็นเหมือนกัน"
ณ ตอนนี้ นอกจากบัญชีของต้นและต้องจะไม่ติดลบเป็นตัวแดงเหมือนอย่างที่ผ่านมาแล้ว นักหวดฝาแฝดคู่นี้ยังมีเงินมากพอที่จะจุนเจือครอบครัว "รติวัฒน์" ได้อย่างไม่ลำบากด้วย แถมมีโครงการขยายและต่อเติมบ้านให้ใหญ่ขึ้น เพื่อจะได้รับคุณตามาอยู่ที่บ้านด้วยกัน โดยสมาชิกที่พักอยู่ด้วยกันเวลานี้ ประกอบด้วยพ่อ,แม่,ฉัตรสุดา น้องสาวบุญธรรม และคุณยาย
ต้นและต้องเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ถูกปลูกฝังในเรื่องการให้ความสำคัญกับครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ปล่อยให้มีความคิดเป็นของตัวเองอย่างอิสระด้วย มีกฎอยู่เพียงข้อเดียวเท่านั้น นั่นคือ ต้องมานั่งรับประทานอาหารมื้อเย็นอย่างพร้อมหน้าทุกวัน
ต้น : "มื้อเย็นต้องกินข้าวพร้อมกันทั้งครอบครัว เหมือนกับพยายามปลูกฝังให้อยู่กับครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก"
ต้อง : "มื้อเย็นจะพร้อมหน้ากันที่สุด ถ้าไม่กลับต้องบอกก่อน ไม่งั้นที่บ้านจะรอ"
ส่วนเพื่อนสนิทที่สุดของทั้งคู่เวลานี้ คือ ดนัย อุดมโชค นักหวดมือ 2 ของไทยที่ตระเวนไปแข่งขันต่างประเทศด้วยกันตลอด โดยปีนี้วางโปรแกรมตรงกันทุกรายการ เพื่อจะได้ไปเป็นเพื่อนกันและช่วยเหลือกันได้ แถมยังปรึกษาปัญหาส่วนตัวทุกอย่างได้ด้วย
ก่อนจะปิดฉากการสนทนา เรายิงคำถามว่า "นอกจากทั้งคู่จะเป็นแบบอย่างให้กับนักหวดเยาวชนแล้ว มีใครมาขอคำแนะนำในการลงแข่งระดับอาชีพบ้างรึเปล่า"
ต้นบอกว่า "ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ปกครองที่เข้ามาถามบ่อยๆ เกี่ยวกับการออกไปแข่งขันว่า เมื่อไหร่ถึงจะดี อยากรอให้พร้อมก่อน อยากให้ตีดีก่อน" แต่ทั้งคู่จะให้คำตอบเหมือนกันว่า พาลูกออกไปแข่งได้เลย ไม่ต้องรอให้พร้อมก่อน เพราะถ้ามัวแต่รอ วันที่ความสำเร็จจะเข้ามาหาก็จะยิ่งไกลออกไป
ต้องเสริมในเรื่องนี้ด้วยว่า "ออกตอนนี้ กับออกตอนที่คิดว่าพร้อมแล้ว ค่าเท่ากันคือแพ้ บอกได้เลยว่าแพ้ เพราะฉะนั้นออกไปแพ้ให้เร็วเท่าไหร่ จะได้ชนะได้เร็วเท่านั้น"
เหมือนอย่างที่นักหวดคู่แฝดทำได้แล้วในทุกวันนี้ โดยใช้เวลาแค่ปีเดียวขยับจากอันดับ 800 ของโลกขึ้นมาอยู่อันดับ 230 ก่อนที่ล่าสุดจะขึ้นมารั้งอันดับ 128 ของโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากคว้าแชมป์รายการล่าสุดที่ฝรั่งเศส
ส่วนเป้าหมายต่อไปคือการติด 100 อันดับแรกในประเภทคู่ให้ได้เร็วที่สุด เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือ การเล่นแกรนด์สแลมในปีนี้ให้ได้อย่างน้อยในรายการสุดท้ายของปี "ยูเอส โอเพ่น" เนื่องจากยังมีเวลาทำอันดับจนถึงเดือนสิงหาคม โดยทั้งคู่ต้องคว้าแชมป์ชาลเลนเจอร์ระดับ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐให้ได้ 6-7 รายการจึงจะมีลุ้นทำอันดับขึ้นไปถึงมือ 70 โลก เพื่อคว้าสิทธิลงแข่งขันในแกรนด์สแลมได้
แต่จะทำได้สำเร็จภายในปีนี้หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ได้พยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว!
|