ฝันที่ใกล้เป็นจริงของแฝดเทนนิสไทย
กล่าวนำ
คงต้องยอมรับกันแล้วว่านักเทนนิสชายคู่ของเมืองไทยที่สร้างผลงานโดดเด่นมากที่สุดในขณะนี้ คือสนฉัตร รติวัฒน์ และสรรค์ชัย รติวัฒน์ นักเทนนิสคู่แฝดของทีมชาติไทย ด้วยตำแหน่งแชมป์ชายคู่การแข่งขันเทนนิสในปี 2546 – 2547 ทั้งเทนนิสอาชีพระดับฟิวเจอร์ 7 รายการ ระดับชาเลนเจอร์ 3 รายการ และเหรียญทองชายคู่การแข่งขันเทนนิสกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 22 ที่ประเทศเวียตนาม นับเป็นการครองแชมป์ร่วมกันของพี่น้องฝาแฝดตระกูลรติวัฒน์ ทั้งหมด นอกจากนี้การลงแข่งขันเทนนิสเดวิสคัพในปีนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกของคู่แฝดก็ทำผลงานได้ดีไม่แพ้รุ่นพี่ กล่าวคือได้ลงแข่งขันทั้งชายเดี่ยวและชายคู่ และถือได้ว่าทั้งสองคนมีส่วนทำให้ทีมชาติไทยได้เข้ารอบเพลย์ออฟเวิร์ดกรุ๊ฟอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งสรุปเป็นผลงานเทนนิสเดวิสคัพได้ดังนี้

วันที่ 6 - 8 กุมภาพันธ์ 2547 ชนะทีมปากีสถาน 5-0 สนฉัตร-สรรค์ชัย ลงแข่งขันทั้งประเภทชายคู่ และชายเดี่ยวชนมือในวันที่ 7 และ 8 กุมภาพันธ์
วันที่ 9 – 11 เมษายน 2547 ชนะทีมอุสเบกิสถาน 4-1 สนฉัตร-สรรค์ชัย ลงแข่งขันทั้งประเภทชายคู่ และชายเดี่ยวชนมือในวันที่ 10 และ 11 เมษายน ชายคู่ ชนะ ชายเดี่ยว สรรค์ชัย ชนะ ส่วนสนฉัตร แพ้
วันที่ 24 – 26 กันยายน 2547 แพ้ทีมรัสเซียรอบเพลย์ออฟเวิลร์ดกรุ๊ฟ 0-5 สนฉัตร-สรรค์ชัย ลงแข่งขันทั้งประเภทชายคู่ และชายเดี่ยวชนมือในวันที่ 25 และ 26 กันยายน

นับเป็นความสำเร็จก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อยเลยของนักเทนนิสฝาแฝดของไทยทั้งสองคน แต่เป้าหมายของทั้งคู่และครอบครัวตระกูลรติวัฒน์ยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ 50 อันดับแรกของโลกในการแข่งขันเทนนิสอาชีพประเภทชายคู่ในปี 2548 เป็นจุดหมายถัดไป รวมทั้งเหรียญทองชายคู่เทนนิสกีฬาเอเชียนเกมส์ และกีฬาโอลิมปิคครั้งต่อไปก็เป็นเป้าหมายที่สำคัญยิ่งของสนฉัตร-สรรค์ชัยเช่นกัน

ความเป็นมา
แต่ก่อนที่นักเทนนิสคู่แฝดทั้งสองคนจะมาถึงวันนี้ได้ผมในฐานะที่เป็นผู้นำครอบครัว และเป็นผู้ที่กล่าวได้อย่างเต็มปากว่าเป็นผู้สนับสนุนมาตั้งแต่ต้น ขอสรุปความเป็นมาของนักเทนนิสคู่แฝดทั้งสองคนที่เป็นบุตรของกระผมโดยสังเขปดังต่อไปนี้

1. การที่กระผมเล่นเทนนิสมาก่อน เคยแข่งขันมามากพอสมควรในช่วงวัยรุ่น ทั้งบุคคลและประเภททีม แต่ถือได้ว่าไม่ประสพความสำเร็จ จนวัยพ้นจากที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้ ประกอบกับหน้าที่การงานประจำที่ทำอยู่องค์การโทรศัพท์ ฯ ก็รัดตัวจนไม่มีเวลาที่จะฝึกซ้อมเทนนิส จึงตั้งใจไว้ลึก ๆ ว่าถ้ามีลูกก็จะต้องหัดให้เล่นเทนนิส และต้องเก่งพอที่จะติดทีมชาติได้ด้วย เมื่อผมแต่งงานและภรรยาตั้งครรภ์ก็คิดอยู่ในใจว่าได้ลูกเป็นแฝดก็คงจะดี จะได้เล่นคู่กันไม่ต้องไปหาคู่ที่ใหน

2. จนกระทั่งภรรยาผมคลอดได้ลูกฝาแฝดชายที่เหมือนกัน มีสุขภาพแข็งแรง ผมก็เริ่มคิดว่าความฝันอาจเป็นความจริงที่ลูกจะเติบโตขึ้นและมีความสามารถด้านกีฬาเทนนิสดีกว่าผมผู้เป็นพ่อ จากนั้นผมก็เริ่มทำทุกอย่างให้ลูกสนใจกีฬาเทนนิส เริ่มตั้งแต่แขวนลูกเทนนิสเหนือเปลให้ลูกเล่นแทนการแขวนปลาตะเพียน เมื่อลูกเริ่มตั้งไข่ของเล่นของลูกทั้งสองคนก็จะเป็นลูกเทนนิส ไม้เทนนิสพลาสติกอันเล็ก ๆ นิทานก่อนนอนก็จะเป็นประวัตินักเทนนิสเก่ง ๆ ในยุคก่อน หรือในยุคนั้น เมื่อต้น–ต้อง เริ่มเดินได้แข็ง ผมจะกลับบ้านมาเล่นกับลูกแทบทุกวันที่หน้าบ้าน เช่นโยนลูกเทนนิสให้รับ วิ่งเตะลูกเทนนิส ฯลฯ

3. เมื่อต้น-ต้อง อายุประมาณ 5 ขวบ ผมก็ทำสนามเทนนิสเล็ก ๆ ที่ถนนหน้าบ้าน เอาแร็กเก็ตเทนนิสไม้เก่า ๆ มาตัดด้ามให้สั้นลง และพันกริ๊ฟให้ใหม่ โดยใช้ลูกเทนนิสเก่าที่อ่อนนิ่ม ให้ทั้งสองคนเล่นโดยเริ่มใช้แร็กเก็ตตีโต้กันได้บ้าง วอลเล่ยได้บ้าง และผมจะร่วมเล่นด้วยอย่างสนุกสนาน มีการตั้งรางวัลเป็นไอศครีมที่มาขายหน้าบ้านถ้าชนะพ่อได้ หรือตีโต้กันได้ตามที่กำหนดไว้ ช่วงนี้ผมเริ่มสอนให้ ต้น–ต้อง รู้จักการสวิงแร็กเก็ต การฟอลโล่ทรู การเล่นวอลเลย์ แม้กระทั่งการเสริฟ และการจับกริ๊ฟที่ถูกต้อง แต่ไม่จริงจังนักมักจะเล่นกันสนุกมากกว่า โดยใช้ความรู้เดิมที่หัดเล่นมาจากจังหวัดนครราชสีมา

4. ช่วงต้น-ต้อง อายุ 7 ปี ผมเริ่มพาลูกไปเล่นที่สนามเทนนิสบางนาสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เริ่มหัดให้ทั้งสองคนเล่นลูกท๊อปสปิน อันเดอร์สปิน และสอนให้เล่นเซ็ทเพื่อการแข่งขัน ระยะนั้น 3 พี่น้องศรีชาพันธ์ ซ้อมกันเป็นประจำที่คอร์ทบางนา ผมก็ได้รับคำแนะนำดี ๆ จากคุณชนะชัย ศรีชาพันธ์ ในการฝึกซ้อมเด็กเพื่อการแข่งขัน และช่วงปลายปี 2532 ต้น-ต้อง ก็ได้ลงแข่งขันเทนนิสเป็นครั้งแรกในชีวิตที่สนามเทนนิสสันติคาม ในรุ่นอายุไม่เกิน 9 ปี ผมยังจำได้ดีก่อนลงสนามทั้งสองคนตัวสั่นเพราะตื่นสนามจนตีบอลไม่ลงคอร์ท ตีข้ามรั้วไปก็หลายลูก แต่ก็พยายามสู้จนลูกสุดท้าย ออกจากสนามตัวยังสั่นด้วยความตื่นเต้นทั้งสองคน ผมมีความสุขมากที่ลูกเป็นนักสู้ที่ฉายแววให้เห็นตั้งแต่ยังเล็ก และมีความมั่นใจมากขึ้นว่า ต้น-ต้อง จะเป็นนักเทนนิสที่ดีได้เมื่อโตขึ้น

5. ปี 2533 เมื่อต้น-ต้อง อายุได้ 8 ปี ผลงานการแข่งขันเทนนิสเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ทั้งเข้าชิงชนะเลิศกันเอง ก็หลายรายการ อาจเป็นเพราะอายุเต็มรุ่น 8 ปี และเล่นกราวน์ดสโตร๊คได้หนักหน่วงรุนแรง เด็กรุ่นเดียวกันมีสู้ได้ไม่กี่คน

6. ปี 2534 ต้น-ต้อง อายุได้ 9 ปี ผมเริ่มตั้งความหวังกับการแข่งขันของลูกสองคนมากขึ้นจนลืมไปว่าเด็กต้องแข่งข้ามรุ่น เมื่อพบกับเด็กเต็มรุ่นเขาทั้งสองก็จะสู้ไม่ได้ ผมกลับเข้าใจว่าเป็นเพราะซ้อมน้อยไป ก็ใช้วิธีเพิ่มเวลาซ้อมและเคร่งเครียดต่อผลแพ้ชนะของลูก ปรากฏว่าผลการแข่งขันกลับแย่ลง แพ้กระทั่งเด็กรุ่นเดียวกันที่เคยชนะ ผมก็ยิ่งเครียดหนัก เด็ก ๆ ก็เริ่มไม่มีความสุขในการเล่นเทนนิส เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานในระหว่างเล่นเทนนิสก็ขาดหายไป มีแต่เสียบ่นว่าของผมที่ลูกซ้อมไม่ได้อย่างใจ จนกระทั่งปลายปี 2534 ชมรมโค้ชเทนนิส ของลอนเทนนิสสมาคม ได้เปิดอบรมโค้ชเทนนิสระดับเริ่มต้นขึ้นที่สนามเทนนิสหัวหมาก ผมจึงได้พบว่ากำลังทำผิดอย่างร้ายแรงต่อการเล่นเทนนิสของลูกชาย นั่นคือใช้ผลแพ้ชนะเป็นเป้าหมายในการเล่นเทนนิสของเด็ก ๆ แทนที่จะใช้การพัฒนาฝีมือเป็นเป้าหมาย ผมกำลังกดดันการเล่นเทนนิสของลูกชายให้มีแต่ความเคร่งเครียดกลัวความพ่ายแพ้ไร้ความสนุกสนานที่จะเล่นเทนนิส เมื่อรู้สึกตัวผมก็พยายามปรับทุกอย่างให้เข้าสู่ทางสายกลางไม่สนใจเรื่องผลแพ้ชนะ ลดการฝึกซ้อมที่เหนื่อยยากลง เล่นสนุกระหว่างการฝึกซ้อมให้มากขึ้น ระหว่างที่ลูกลงแข่งขันผมจะดูเขาแข่งน้อยลง หรือไม่ดูเลย ปล่อยให้เขาช่วยตัวเองทุกอย่าง แม้กระทั่งการสมัครแข่งขัน การจัดเตรียมเสื้อผ้าและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขัน ระหว่างที่ลูกแข่งขันถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ผมจะถือโอกาสเสวนากับเพื่อน ๆ ที่เป็นผู้ปกครองนักเทนนิสด้วยกันมากกว่าที่จะไปยืนดูลูกแข่งขัน หลังจากนั้นเมื่อมีการอบรมโค้ชเทนนิสเมื่อใด ผมจะต้องเข้าร่วมอบรมด้วยทุกครั้งอย่างสม่ำเสมอ

7. ปี 2535 ต้น-ต้อง อายุได้ 10 ปี ผลงานการแข่งขันเทนนิสเริ่มดีขึ้นตามลำดับสามารถคว้าแชมป์ในรุ่นของตนเองโดยเข้าชิงกันเองหลายรายการ ทั้งสองคนกลับมาสนุกสนานกับการแข่งขัน การฝึกซ้อมดีขึ้นกว่าเดิมเสียอีก และผมเองได้พยายามแสวงหาความรู้ในเรื่องการสอนเทนนิส เช่นเมื่อสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ จัดให้มีการอบรมโค้ชเทนนิส ผมก็ไม่พลาดที่จะเข้าร่วมอบรมด้วยทุก ๆ ครั้ง และนำความรู้ที่ได้จากการอบรมมาใช้ฝึกสอนลูกทั้งสองคนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคนิคการเล่นเทนนิส กลยุทธในการแข่งขัน จิตวิทยาในการแข่งขัน และคู่แฝดทั้งสองสามารถเล่นเทนนิสได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ตั้งรับที่ท้ายคอร์ท หรือรุกขึ้นหน้าเน็ท รวมทั้งเทคนิคการเล่นคู่ที่รุกขึ้นหน้าเน็ทได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะเกมส์ที่ทั้งสองคนเป็นฝ่ายเสริฟ

8. ปี 2536 – 2538 ช่วงอายุ 11 – 13 ปี ต้น – ต้อง ยังลงแข่งขันเทนนิสอย่างสม่ำเสมอตามรุ่นอายุของตัวเองและมีผลงานอยู่ในอันดับที่ดีตามรุ่นของตัวเอง เมื่อจะต้องข้ามรุ่นเล่นก็เริ่มเอาชนะรุ่นพี่ ๆ ที่เคยแพ้กันมาในช่วงแรกได้สำเร็จ ในปี 2538 ต้น – ต้อง มีโอกาสได้เล่นกันนักเทนนิสเยาวชนจากต่างประเทศในรายการ ไอทีเอฟ จูเนียร์ เซอร์กิต ที่จัดขึ้นในประเทศไทย ปรากฏว่าทั้งสองคนถึงจะเล่นได้ดีมากในสายตาของผม แต่ก็ไม่สามารถจะสู้กับนักเทนนิสเยาวชนจากยุโรปเหล่านั้นได้เลย ความแตกต่างมีมากทั้งด้านความแข็งแกร่ง จิตใจที่เข้มแข็ง ยุทธวิธีที่จะเอาชนะ ผมจึงเริ่มคิดว่าหากต้องการให้ลูกสามารถสู้กับนักเทนนิสเหล่านี้ได้ ทางเดียวเท่านั้นคือต้องไปแข่งขันกับพวกเขาให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ฝึกซ้อมและแข่งอยู่แต่ในบ้าน เปรียบก็เหมือนกองทัพมงโกลของเจงกิสข่าน ที่มีชีวิตอยู่กับการสู้รบ บุกออกไปทำศึกสงครามทั้งในเอเชียและยุโรป ไม่มีประเทศใดสามารถต้านทานกองทัพม้าของมงโกลได้ นักเทนนิสก็เช่นกันหากฝึกซ้อมและแข่งขันอยู่แต่ในบ้าน ก็ไม่อาจจะต่อสู้กับนักเทนนิสที่เดินทางแข่งขันไปทั่วโลกได้ เพราะนักเทนนิสที่ตระเวนแข่งขันนอกบ้านประสบการณ์จะเหนือกว่านักเทนนิสที่ซ้อมและแข่งขันอยู่แต่ในบ้านของตัวเองมากมายนัก ทั้งนี้เพราะมีโอกาสปะทะฝีมือกับนักเทนนิสฝีมือดีมากหน้าหลายตา ทำให้การพัฒนาฝีมือเป็นไปอย่างรวดเร็ว นับแต่นั้นผมก็พยายามหาทางให้ลูกมีโอกาสได้ไปแข่งขันเทนนิสต่างประเทศ แต่เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ประกอบกับทั้งสองอายุยังน้อย จึงได้เพียงแต่รอคอยเท่านั้น

9. ปี 2539 – 2540 ช่วงอายุ 14 – 15 ปี ทั้งสองคนยังทำผลงานการแข่งขันในระดับเยาวชนได้ดี จนมีโอกาสได้รับเชิญเข้าคัดเลือกเยาวชนทีมชาติในรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ในปี 2539 ซึ่งแฝดน้องสรรค์ชัย รติวัฒน์ ได้รับการคัดเลือกให้ติดทีมชาติเยาวชนเป็นครั้งแรก ทำให้มีโอกาสได้เดินทางไปแข่งขันเทนนิสต่างประเทศ ส่วนแฝดพี่ถึงแม้จะไม่ติดเยาวทีมชาติก็มีโอกาสได้ไปแข่งขันเซอร์กิตเยาวชนต่างประเทศเช่นกัน แต่ผลงานการแข่งขันเทนนิสต่างประเทศในช่วงนี้ถือว่ายังไม่ประสพผลสำเร็จ เพราะการออกแข่งขันไม่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ

10. ปี 2541 ต้น – ต้องอายุได้ 16 ปี ทั้งสองคนได้รับเชิญให้เข้าร่วมคัดเลือกเยาวชนทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี และสรรค์ชัย รติวัฒน์ ก็ได้รับเลือกให้ติดทีมชาติเยาวชนอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ทั้งสองก็เริ่มทำผลงานในระดับทั่วไปในประเทศได้ดีทั้งประเภทชายเดี่ยวและชายคู่ สามารถปะทะฝีมือกับนักเทนนิสรุ่นพี่ ไม่ว่าจะเป็นระดับทีมชาติปัจจุบันหรือระดับอดีตทีมชาติ และเริ่มออกแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติต่างประเทศอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอมากขึ้น ทำให้ปลายปี 2541 ทั้งคู่ก็สามารถคว้าแชมป์ทั้งชายเดี่ยวและชายคู่รายการไอทีเอฟ จูเนียร์ เซอร์กิต กรุ๊ฟ 5 ที่ประเทศปากีสถานได้สำเร็จ

11. ปี 2542 – 2543 ช่วงอายุ 17 – 18 ปี ต้น – ต้อง ทำผลงานในระดับเยาวชนทั้งในและนอกประเทศได้อย่างงดงาม ครองอันดับหนึ่งและสองของเยาวชนในประเทศ และอันดับเยาวชนโลก ชายเดี่ยว สนฉัตร อยู่อันดับที่ 79 สรรค์ชัยอยู่อันดับที่ 88 ชายคู่ สนฉัตร-สรรค์ชัย อยู่อันดับที่ 20 ของโลก โดยสามารถคว้าแชมป์ชายคู่เยาวชนนานาชาติได้หลายรายการ นอกจากนี้ในการแข่งขันในระดับทั่วไปทั้งสองคนก็สร้างผลงานโดยเข้าชิงชนะเลิศทั้งชายเดี่ยวและชายคู่ รายการเทนนิสชิงแชมป์ประเทศไทยปี พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นเทนนิสชิงแชมป์ประเทศไทยปีสุดท้าย และครองแชมป์ชายคู่ในประเทศได้อีกหลายรายการ ส่วนการแข่งขันเทนนิสอาชีพระดับฟิวเจอร์เซอร์กิต และแซทเทอร์นไลท์เซอร์กิต ทั้งสองก็ได้พยายามเข้าร่วมแข่งขัน แต่ยังไม่ประสพผลสำเร็จนักในช่วงนี้ ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าการแข่งขันกับนักเทนนิสอาชีพ ยากลำบากกว่าการแข่งขันกับนักเทนนิสระดับเยาวชน แต่ความสำเร็จในระดับเยาวชนทำให้ผมมั่นใจว่าทั้งสามารถเดินสู่เส้นทางเทนนิสอาชีพได้ เพียงแต่ต้องหาทางฟันฝ่าด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากใคร ที่สำคัญจากบทเรียนที่ผ่านมาทำให้ผมรู้ว่า การที่จะสามารถเอาชนะนักเทนนิสฝีมือดีได้นั้น การฝึกซ้อมที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้มีโอกาสชนะได้ ทางเดียวที่ทำได้คือ ต้องหาทางไปแข่งขันกับนักเทนนิสฝีมือดี ๆ ให้สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ถึงจะมีโอกาสชนะพวกเขาได้ นั่นเป็นจุดตัดสินใจที่ผมและครอบครัวได้ให้ ต้น – ต้อง เลือกเส้นทางที่จะเป็นนักเทนนิสอาชีพ และปลายปี 2543 ผมตัดสินใจให้ทั้งสองคนเดินทางไปแข่งขันเทนนิสแซทเทอร์นไลท์เซอร์กิตซึ่งจัดการแข่งขันบนคอร์ทดินที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทำให้ได้อันดับโลกในประเภทชายคู่กลับมาพอสมควร แต่สิ่งที่ได้มากคือประสบการณ์ในการแข่งขันเทนนิสกับนักเทนนิสฝีมือดีในยุโรป ทำให้ทั้งสองคนแข็งแกร่งขึ้นเป็นอันมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ ฝีมือในการเล่นเทนนิสก็พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ

12. ปี 2544 ต้น-ต้อง อายุได้ 19 ปี ผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำอยู่ เนื่องจากต้องการเงินทุนส่งลูกทั้งสองออกไปแข่งขันเทนนิสต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเดินทางไปแข่งขันในเอเซีย อันดับโลกอาชีพทั้งประเภทชายเดี่ยวและชายคู่ขยับจากอันดับ 1000 กว่ามาอยู่ที่ประมาณ 900 ของโลก ผลงานการแข่งขันในประเทศกล่าวได้ว่าทั้งสองคนไม่แพ้ใครในประเทศอีกแล้วโดยเฉพาะในประเภทชายคู่ และเริ่มได้รับเชิญให้เข้าร่วมเข้าคัดเลือกทีมชาติชุดใหญ่ เพื่อแข่งขันกีฬาซีเกมส์ และเอเชียนเกมส์

13. ปี 2545 – 2546 ช่วงอายุ 20-21 ปี ผลงานการแข่งขันชายคู่เริ่มขยับสูงกว่าการแข่งขันประเภทชายเดี่ยว แต่ยังไม่เคยสัมผัสกับตำแหน่งแชมป์ และเงินทุนที่มีอยู่ก็เริ่มจะหมดลงไป จนประมาณกลางปี 2546 ผมและครอบครัวตัดสินใจให้ต้น – ต้อง ไปแข่งขันที่ประเทศโรมาเนีย ซึ่งก็เป็นความหวังสุดท้ายที่จะทำผลงานให้ได้ เพราะตัวเลขในบัญชีเงินทุนหมดลงโดยสิ้นเชิง และทั้งสองคนก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะสามารถคว้าแชมป์ชายคู่มาได้ 2 รายการ และรองแชมป์ชายคู่ 1 รายการ จากทั้งหมดที่ไปแข่งขัน 4 รายการ จากนั้นทั้งสองก็มีความมั่นใจในการแข่งขันเทนนิสชายคู่มากขึ้น ช่วยกันคว้าแชมป์ได้อีก 4 รายการ เมื่อสิ้นปี 2546 เป็นรายการระดับฟิวเจอร์ 5 รายการ ระดับ ชาเลนเจอร์ 1 รายการ นอกจากนั้นยังได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นนักเทนนิสทีมชาติไปแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ประเทศเวียตนาม และได้เหรียญทองชายคู่ เหรียญเงินทีมชาย และเหรียญทองแดงคู่ผสม เมื่อสิ้นปี 2546 อันดับโลกชายคู่ของสนฉัตร – สรรค์ชัย ขยับจากอันดับ 800 ของโลก มาอยู่ที่ 230 ชายเดี่ยว สนฉัตร อยู่ที่อันดับ 751 สรรค์ชัย อยู่ที่อันดับ 1251 ถือได้ว่าผลงานในประเภทชายคู่ก้าวกระโดดขึ้นมาไกลมาก

14. ปี 2547 – ปัจจุบัน สนฉัตร – สรรค์ชัย ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปแข่งขันเทนนิสต่างประเทศจากบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่จำกัด จึงมีโอกาสเดินทางไปแข่งขันที่อเมริกา, อเมริกาใต้ และประเทศในยุโรป โดยแข่งขันเทนนิสในระดับชาร์เลนเจอร์มากขึ้น สามารถคว้าแชมป์ได้รวม 6 รายการ เป็นระดับชาเลนเจอร์ 4 รายการ ฟิวเจอร์ 2 รายการ นอกจากนี้ทั้งสองคนยังได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นเดวิสคัพทีมชาติไทย และมีส่วนช่วยให้ทีมชาติไทยเข้าเพลย์ออฟเวิลร์ดกรุ๊ฟติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ในปี 2547 และทำอันดับโลกขึ้นไปสูงสุด ชายคู่ที่อันดับ 123 ของโลก ชายเดี่ยว สนฉัตร ที่อันดับ 655 ของโลก สรรค์ชัยที่อันดับ 845 ของโลก

กล่าวโดยสรุป
จากประสบการณ์ที่ได้รับจากการสร้างลูกชายให้เป็นนักเทนนิสอาชีพทำให้ผมได้ข้อสรุปในการพัฒนานักเทนนิส ดังต่อไปนี้

1.เทคนิคการเล่นเทนนิสทุกอย่างไม่ว่า การเล่นท๊อปสปิน อันเดอร์สปิน วอลเล่ย์ เสริฟ ฯลฯ นักเทนนิสทุกคนต้องเล่นได้ครบถ้วนตั้งแต่เด็ก
2.ต้องฝึกฝนให้นักเทนนิสเล่นได้ทั้งเกมส์รุกและเกมส์รับ
3.พัฒนาอาวุธร้ายประจำตัวนักเทนนิสให้ได้ เช่นลูกเสริฟ โฟร์แฮนด์พิฆาต หรือการเล่นที่หน้าเน็ต
4.แข่งขันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ การแข่งขันต่างประเทศควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 13 ปี ในระดับเยาวชน และ 14 ปี ในระดับอาชีพ เพราะถ้ารอให้เด็กพร้อม ผมรับรองได้ว่าเด็กจะไม่มีวันพร้อม การออกแข่งขันเทนนิสต่างประเทศตอนอายุ 13 ปี กับตอนอายุ 16 ปี มีค่าเท่ากันคือตกรอบแรกเหมือนกัน แต่ถ้าออกแข่งขันตั้งแต่อายุ 13 ปี เมื่ออายุ 16 ปี ผลงานอาจอยู่ใน 100 อันดับแรกของโลกแล้วก็เป็นไปได้
5.อย่าใช้ผลการแข่งขันแพ้ชนะเป็นเป้าหมายสำคัญ ควรใช้การพัฒนาฝีมือเป็นเป้าหมาย ความกดดันของเด็กจะลดลงมาก
6.การพัฒนาร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของนักเทนนิส แต่ต้องกระทำเป็นขั้นตอนและต้องให้ผู้ชำนาญการเท่านั้นดำเนินการให้
ท้ายที่สุด

บทความบทนี้ผมมิได้มีเจตนา อวดรู้ หรือโปรโมท ลูก หรือตัวเอง เพียงแต่ต้องการเผยแพร่ประสพการณ์ที่ได้จากการฝึกสอนคู่แฝดเทนนิส สนฉัตร-สรรค์ชัย รติวัฒน์ ให้ผู้ที่สนใจจะเดินทางในเส้นทางเทนนิสอาชีพได้ทราบเป็นแนวทางในการพิจารณาตัดสินใจต่อไป ส่วนตัวผมเองก็ไม่ใช่นักเขียน ข้อความอาจไม่สละสลวย ค่อนข้างเป็นคำบอกเล่ามากไป แต่ก็เขียนออกมาเพราะอยากเขียน หากบทความของผมไม่ถูกใจผู้อ่านท่านใด ผมคงต้องกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ฉัตรชัย รติวัฒน์
9 เมษายน 2548
since : 18 May 2003
This is my private website running information for supporting Thai players, in no way related to them and their agents.
If you have any comment / questions please contact jiro@ksc.th.com
Copyright © jirobkk 2003 - 2009. All Right Reserved.