แทมมารีน
ธนสุกาญจน์ กับครึ่งหลังชีวิต (นักหวด)
Matichon : 31 October 2005
ระยะเวลากว่า 10 ปีเต็มที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความสมหวังและผิดหวังในโลกสักหลาด
จากนักเทนนิสไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ไต่เต้าเข้าไปในอันดับท็อป
20 ของโลก มาวันนี้ที่อันดับโลกร่วงไปอยู่ที่ 151 แทมมารีน ธนสุกาญจน์
พยายามมอง "ครึ่งหลัง" ของอาชีพนักเทนนิสของเธออย่างเข้าใจ
และถ่ายทอดมุมมองที่มีต่ออนาคตให้เราฟังอย่างเปิดอก ก่อนหน้าจะออกเดินทางสู่ปฏิบัติการล่าแต้มในศึกชาลเลนเจอร์
5 รายการ
"มันเป็นเรื่องธรรมดาของวัฏจักรเทนนิสค่ะ สุขภาพสำคัญมาก
เจ็บนิดเจ็บหน่อยก็แย่แล้ว เพราะมันเกี่ยวกับงานของเราโดยตรง ยอมรับว่าช่วง
2 เดือนที่เจ็บจนต้องพักยาว แทมมี่เครียดมาก คิดว่ามันจะอะไรกันนักหนา
2 เดือน เจ็บ 4 ที่ แถมเป็นที่เท้าทั้งนั้น พอไปปรึกษาหมอถึงได้รู้อะไรที่เรายังไม่รู้อีกเยอะ
เรื่องการเลือกรองเท้าให้เข้ากับรูปเท้าของเรา ต้องละเอียดขึ้น จะมาลากแตะเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว"
"แต่แทมมี่เชื่อเรื่องจังหวะชีวิตนะ คนเรามีขึ้นมีลง
อะไรมันก็มาไม่ทันตั้งตัว อยู่ที่ความมุ่งมั่นและมั่นใจว่าเราต้องมีวันกลับมาได้
เหมือนอย่างคิม ไคลจ์สเตอร์ส กับแมรี่ เพียร์ซ 2 คนนี้เขาสุดยอดจริงๆ
ค่ะ พอเห็นเขาทำได้ เราก็มีกำลังใจว่าเราเองก็่น่าจะทำได้เหมือนกัน
ตอนนี้เป้าหมายของแทมมี่คือกลับขึ้นท็อป 100 ให้ได้ก่อนปิดฤดูกาล จะได้ไม่ต้องเหนื่อยตีรอบคัดเลือกที่ออสเตรเลียน
โอเพ่น พอต้นปีหน้าค่อยฟิตเข้าท็อป 50 และถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะกลับเข้าไปท็อป
20 อีกครั้ง"
ส่วนที่ว่ามองอนาคตในวงการนี้ไปไกลถึงไหน แทมมี่บอกว่า
ถ้าเป็นเมื่อก่อน วางแผนว่าอายุ 30 ก็คงเลิกแล้ว แต่เดี๋ยวนี้วิวัฒนาการทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปเยอะ
นักเทนนิสยุคปัจจุบันเลยเล่นไปจนถึงอายุ 33-35 ได้ ตัวเธอเองก็อาจจะทำอย่างนั้นด้วยเหมือนกัน
แต่คงต้องดูสุขภาพตัวเองเป็นหลัก
และเมื่อถูกถามว่า ทันทีที่ตัดสินใจแขวนแร็กเกตไปแล้ว
ตั้งใจจะทำอะไรต่อจากนั้น น่าสนใจว่า ช้อยส์แรกๆ ของแทมมี่อาจไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับกีฬาที่เธอผูกพันมากว่า
20 ปีสักเท่าไร
"แทมมี่มีแผนไว้หลายๆ อย่างค่ะ คือทำอะไรเกี่ยวกับเทนนิส
หรือไม่ก็อาจจะถึงจุดที่คิดว่า ไม่เอาแล้ว อยู่มาตั้ง 30 ปี ก็อาจจะไปเรียนต่อด้านบริหาร
แล้วมาทำธุรกิจส่วนตัวก็ได้"
หนึ่งในงานอดิเรกที่แทมมี่โปรดปรานและฝันว่าอยากจะหยิบจับเป็นชิ้นเป็นอัน
หลังจากไม่ค่อยได้มีเวลาว่างเป็นเรื่องเป็นราวก็คือ "งานตกแต่งภายใน"
เพราะเวลาไปแข่งที่ไหน เจอหนังสือจำพวกบ้านและสวนที่มีไอเดียดีๆ ก็มักจะซื้อหรือไม่ก็ซีรอกซ์มาเก็บไว้
และวาดฝันว่าสักวันจะเนรมิตบ้านของตัวเองออกมาเป็นยังไง
"ยอมรับว่าไม่ได้เก่งหรือมีความรู้อะไร แต่ใจรักค่ะ
แทมมี่ไม่ค่อยชอบพวกของแต่งบ้านจุกจิก จะเน้นพวกเฟอร์นิเจอร์ หรือของชิ้นใหญ่ๆ
เพราะดูที่ประโยชน์การใช้งานมากกว่า แล้วก็ไม่ชอบพวกเครื่องใช้ประเภท
build-in(ติดตั้งถาวร) ที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ เพราะมันจะซ้ำซาก จำเจ
เคยคิดไว้ว่าถ้าจะแต่งบ้านต้องให้มีต้นไม้เยอะๆ แล้วก็มีน้ำด้วย เพราะตัวเองเป็นคนใจร้อนค่ะ"
...นั่นคือบางส่วนของความฝันที่แทมมี่รู้สึกว่า สักวันถ้าเป็นได้ก็คงดี...ทีนี้ก็มาว่าเรื่องเทนนิสกันบ้าง
"เรื่องเทนนิสนี่เป็นอะไรที่มีประสบการณ์มาก
วันนึงก็อยากถ่ายทอดให้น้องๆ แนะนำเขาว่าจะเป็นนักหวดอาชีพต้องทำยังไง
แต่ถ้าถามว่าจะเป็นโค้ชเต็มตัวไหม อืม...คือแทมมี่เห็นพี่ตุ๋ม(พนมกร
พลัดเชื้อนิล โค้ชประจำตัวของแทมมี่) แล้วรู้ว่ามันเหนื่อยค่ะ คนเป็นโค้ชต้องเข้าใจเด็ก
เข้าใจครอบครัวของเด็ก และการสร้างความมุ่งมั่นให้กับเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญมาก
ถ้าจะทำตรงนี้ก็ต้องดูก่อนว่าจะทำเต็มตัวหรือแค่วางรากฐาน เพราะก่อนนี้เคยคิดเอาไว้ว่า
อยากตั้งกองทุน หรือเป็นคนคอยช่วยหาสปอนเซอร์เป็นทุนให้น้องๆ ออกแข่ง"
...พอถูกกระเซ้าว่า เทิร์นโปรมาตั้ง 10 ปี ป่านนี้คงเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำแล้ว
แทมมี่ก็ยิ้มแห้งๆ แล้วบอกว่า เทนนิสทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปจริง ตอนนี้เงินที่สะสมมาทำให้ซื้อบ้านให้คุณพ่อได้
ซื้อบ้านให้คุณแม่ได้ และก็อยู่ได้ด้วยเงินก้อนนี้หลังจากเลิกเล่น
แต่มีหมายเหตุว่าต้องอยู่อย่างประหยัด และหารายได้เสริมเพิ่มเติมเอา
"แทมมี่ยอมรับว่า เล่นเทนนิสทำให้ชีวิตสบายขึ้น
แต่ไม่ถึงขั้นเป็นเศรษฐี ถ้าอยากจะได้ของหรูๆ ก็ต้องพยายามกว่านี้อีก
ต้องเป็นนักเทนนิสอันดับท็อป 5 ของโลกนู่นแน่ะค่ะ ถึงจะอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอะไรถ้าเลิกเล่นไปแล้ว"
"แต่มันก็แปลกดีนะคะ คือเรื่องฝีมือก็อย่าง การตลาดก็อีกอย่าง
เคยมียุคนึงที่แซมพราสเก่งมากๆ จนไม่คิดว่าจะมีใครสู้ได้ แต่อากัสซี่กลับดึงดูดพวกสปอนเซอร์ได้มากกว่า
หรือยุคนี้เราเห็นชาราโพว่ากับดาเวนพอร์ต คือแทมมี่ไม่ได้มองว่าใครเก่งกว่าใคร
แค่เปรียบเทียบว่าคนนึงมีสปอนเซอร์สนับสนุนมากกว่าอีกคนเยอะ ตอนนี้ก็กำลังจะมีอีกตัวอย่างจากเฟเดอเรอร์กับนาดาลแล้ว"
...หลักจากคุยเรื่องหนักเรื่องเบาสลับกันไปได้สักพัก
ก็ถึงเวลาทิ้งหมัดยิงคำถามแบบไม่ทันให้ตั้งตัวเรื่อง "หัวใจ"
กับแนวโน้มและความเป็นไปในอนาคตกันบ้าง
พอโดนถามเรื่องความรัก สาวร่างท้วมของเราก็ยิ้มแห้งยิ่งกว่าเก่า
ก่อนจะหยอดมุขว่า "พี่เขียนไปตัวโตๆ เลยค่ะว่า "เฮ้อออออ!""
และขยายความต่อว่าตอนนี้เธอ "โสดสนิท" จริงๆ
"ด้วยลักษณะของงานที่แทมมี่ทำ มันยากกับการคบหาใครค่ะ
เพราะต้องเดินทางตลอด อาทิตย์นี้ไปเมืองนึง อาทิตย์หน้าก็ไปอีกเมือง
ไม่มีโอกาสได้เจอใครเลย เมื่อก่อนอาจจะเคยมีบ้าง แต่เรายังเด็ก เป็นความรักแบบพัพพี่เลิฟ
แค่ความหลงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น" แทมมี่หยุดนิดหนึ่งก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะว่า
"แล้วที่สำคัญ เคยแต่ไปปิ๊งเขานะคะ ไม่เคยมีใครมาปิ๊งเลยค่ะ!!"
"เมื่อก่อนเคยคิดมากเหมือนกัน คิดหลายครั้งหลายหนว่าทำไมเราไม่มีใครบ้าง
เวลาเห็นคนเป็นแฟนกันเขาเดินจับมือก็รู้สึกจี๊ดๆ ว่าอะไรมันจะหวานขนาดนั้น
แต่พอถึงจุดหนึ่งก็เปลี่ยนความคิด เพราะถ้ามัวแต่คิดมากมันจะแย่ค่ะ
เหนื่อยเปล่าๆ ถ้ามันจะมี เดี๋ยวก็เข้ามาเอง ถ้าไปค้นหาแล้วเจอคนไม่ดี
มันจะยิ่งแย่ไปใหญ่ ตอนนี้น่าจะมีความสุขกับงานดีกว่า"
ว่าแต่ "สเปค"ของแทมมี่ล่ะ?
"เมื่อก่อนมีสเปคเหมือนกันนะคะ คือชอบคนรูปร่างดี
แข็งแรง เป็นสุภาพบุรุษ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วสเปค ขอให้เข้าใจเรา
มีน้ำใจ แล้วก็รักหมาค่ะ เพราะแทมมี่รักหมามาก แบบเพลง Love me, love
my dog นั่นแหละ"
...แหม จริงๆ ไม่ต้องเรียกร้องอะไร แทมมี่ก็เป็น "ที่รัก"
ของทุกคนเสมอแหละจ้ะ! |